เคยเกริ่นๆ ว่าหนนี้อะบุ๊ก (รวม Knock Knock! Book) จะออกหนังสือ 15 เล่ม
ในเวลาต่อมา ก็เหลือ 13 ครับ เพราะว่ามี 2 เล่มที่ยังไงก็ไม่ทันแหงมๆ
แต่ในเวลาต่อมา (อีกที) ก็กลับเป็น 14 เล่มแล้วครับ
เพราะหนึ่งในเล่มที่กะว่ายังไงก็มิทัน ถูกบัญชามาว่า เฮ้ย ต้องทัน!
เอิ่ม ทันก็ทันครับ T_T
รวมแล้ว 14 เล่ม จากสำนักพิมพ์อะบุ๊กในเดือนตุลาคมนี้
เดือนที่เขาว่าจะสตอร์มเสิร์จต่างๆ น้ำท่วมโลกต่างๆ นี่แหละครับ
ถ้าเอาชีวิตรอดจากน้ำมาได้
ก็อย่าลืมไปแวะซื้อหนังสือของเรา ณ บูธที่สีเหลืองอร่ามตาที่สุด
ใน Plenary Hall, ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, 11 - 23 นี้นะครับ
เอาล่ะครับ มาดูกันทีละเล่ม
ซึ่งขอคงต้องเริ่มจากงานที่มีคนรออ่านอยู่มากที่สุดนะครับ
BEANSPROUT & FIREHEAD
IN THE BLACK SEASON
ถั่วงอกและหัวไฟภาค 2 นั่นเองครับ
โดย ทรงศีล ทิวสมบุญ หรือ เรียกเขาว่า อั๊พทิว นะครับ

ปกสวยเหี้ยๆ ครับ ทำไมมันสามารถวาดอะไรก็ดูดีไปหมดอย่างนี้ (ริษยาออกนอกหน้ามาก)
การผจญภัยยังคงดำเนินต่อไปนะครับสำหรับ 2 ตัวละครเอก
ที่ดูเหมือนจะต่างกันโดยสิ้นเชิง
แต่มาภาคนี้ คุณจะได้เห็นว่า ทั้งสองมีอะไรเหมือนกันมากกว่าที่เราคิด
พูดอย่างไม่กลัวหาว่าเชียร์กันเอง ว่า ภาคนี้สนุกมากครับ!
ลายเส้นของทรงศีลพัฒนาไปอีกหลายช่วงตัวเลย
แถม! ที่ถูกใจที่สุด มันมีฉากแอ๊กชั่นเยอะมากครับ!
และที่พิเศษ จากที่ ถั่วงอก เคยเป็นผู้เล่าเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว
มาภาคนี้จะมีคนมาช่วยเล่าเรื่องอีก 2
คนหนึ่ง คือหัวไฟ
และอีกคน คือตัวละครที่ลึกลับที่สุด และมีคนกล่าวถึงมากที่สุด
Lady Blackdress นั่นเอง
ปริศนาหลายอย่างจะค่อยๆ ถูกคลี่ (แต่ยังไม่คลายน่อ ถ้าคลายก็จบซีครับ!)
เล่มนี้ พลาดไม่ได้เลยนะครับ

และนักเขีัยนขายดี Top Three ของเราอีกคน
(จากวงทริโอบอยแบนด์ อั๊พ ก้อง เอ๋)
นิ้วกลม ครับ

ต้นฉบับของนิ้วกลมถูกส่งมาถึงผมทางอีเมล
สมัย 'นั่งรถไฟไปตู้เย็น' เราสองคนทำงานกันแบบข้ามประเทศ
มาคราวนี้ เราอัพเกรดมาทำงานแบบ Transcontinental เลยครับ
นี่คือเล่มที่หนึ่งในซีรี่ส์ที่น้องนิ้วของเราแพลนไว้ยาวล่วงหน้า 6 เดือน
ลอนดอนไดอารี่ เล่มนี้พิมพ์ลงกระดาษปอนด์ขาวอย่างดี เพิ่มหน้าสีเป็นพิเศษด้วยล่ะ
เนื่องจากรูปถ่ายสวยๆ เยอะมากครับ
และการันตีว่า ฝีปากกาของนิ้วกลมยังคมคายเหมือนเดิม
หรืออาจจะยิ่งกว่าเดิม
อันนี้ รอให้คุณอ่านแล้วตัดสินเองครับ

ต่อมาก็เป็นภาคต่อเช่นกันของหนังสือที่ขายดีอย่างแรงของเรา
นั่นคือ Comic Essay แสนจะน่ารัก 'ความสุขของมะลิ' โดย 'ต้องการ'

มาคราวนี้ ขำยิ่งกว่า น่ารักยิ่งขึ้น
ต่อให้คนรักแมวก็ต้องหมั่นไส้มันครับนังมะลิเนี่ย
เล่มนี้มี ด้านมืดของมะลิ ให้ได้ติดตามด้วยนะ
และหลังจากปล่อยให้ พี่ต้องการ เม้าอยู่ข้างเดียวในเล่มที่ 1
มาเล่มนี้ มะลิเริ่มเผยความในใจบ้างแล้วล่ะครับ

อีกหนึ่งความต่อเนื่องที่ ไม่มีภาคต่อไม่ได้เลย
เพราะขายดีกระหน่ำเกินคาดครับ
นั่นคือ abc: comic ซึ่งในฉบับนี้ใช้ชื่อว่า ฉบับ 'SUPER!'

ทรงศีลกลับมารับบทบรรณาธิการอีกครั้ง พร้อมพา Bobby Swingers มาด้วย
และ Bobby ก็ยังควงแขน Doomy มาอีกทีนึง!
ลีลาความโหดของเธอนี่ ไม่แพ้บ๊อบบี้เลยล่ะครับ
ฉบับนี้ว่าด้วยเรื่องของ Super Heroes & Super Powers
พบกับผลงานจากจินตนาการและลายเส้นของ
เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ กับปฐมบทแห่งซีรี่ส์ใหญ่ยาวที่คุณต้องติดตาม
The Duang กับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ และตอนจบที่คุณต้องอึ้ง
Puck กับเรื่องของหนุ่มห่วยเห่ย ที่บังเอิญ...ย้อนเวลาได้
ทรงวิทย์ สี่กิติกุล กับ พลังพิเศษที่สามารถหลบเลี่ยงภยันตรายได้ทุกประเภท
และ
Roger กับ ตูดแมน!
(เฮ้ย ฉบับนี้ Exteen เป็นสปอนเซอร์รึเปล่าครับเนี่ย)

พูดถึง Exteen หนังสือเล่มนี้ก็ได้มาจากคนคุ้นเคยแถวนี้เอง
บองเต่า กับความเซี้ยวของเขา และเรื่องราวน่าสนใจในออฟฟิศ
ใน เล็ตซึโก! ซาราริมัง: 100 ขั้นตอนสู่ความเป็นสุดยอดมนุษย์เงินเดือน!

อันนี้อันซีนนะครับ ไม่เคยตีพิมพ์หรือลงเว็บลงบล็อกที่ไหน เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด
กลเม็ดเคล็ดขำ แต่เอาไปทำตามแล้วเงินเดือนและตำแหน่งอาจจะรุ่งพุ่งทะยาน
เพราะคุณได้กลายเป็นสุดยอดซาลารี่แมนไปแล้ว
(อนึ่ง, ออฟฟิศเลดี้ก็อ่านได้)
ภาพประกอบเซี้ยวพอกัน จากนักวาดมือฉมัง 'บังสะเบิ้ม'

มาถึงนักบล็อกที่กลายมาเป็นนักเขีัยนมืออาชีพอีกคน
ชาวเอ็กซ์ทีนไม่มีใครไม่รู้จัก วิชัย มนุษย์โรงแรมสวมแว่น ผมยาว หน้าเกาหลี
ผู้เป็นเจ้าของสำนวนฮิตอย่าง "ซากอ้อย" หรือ "แช่แฟ้บ!"
กับหนังสือรวมบทบันทึกคัดสรรจากบล็อก "เรื่องป่วยๆ ของคนโรงแรม"
ที่จะให้คุณกลับมาฮาบนหน้ากระดาษอีกครั้ง
หลังจากหัวเราะจนปวดตับบนหน้าจอที่เอ็กซ์ทีนมาแล้ว
ยินดีต้อนรับสู่ความฮาขนาดห้าดาว ใน 'สิ่งมีชีวิตในโรงแรม' ครับ

ผนึกกำลังกับภาพประกอบสุดป่วยจากนักวาดฝีมือขั้นเทพ
เติ้ล เ้ผ่าพันธ์ ตาสิงห์ ที่เรารับประกันว่า
นี่จะไม่ใช่ผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาที่คุณจะได้เห็นแน่นอน

มาถึงหนังสือฝาแฝดคู่แรกของสำนักพิมพ์อะบุ๊กครับ
และยังเป็นหนังสือที่ตั้งชื่อได้กิ๊บเก๋ครีเอทีฟ
และออกแบบปกได้เท่ทึ่งตะลึงงันที่สุดในความคิดของผมอีกด้วย


เมฆ และ หมอก เป็นหนังสือรวมบทสัมภาษณ์โดย ก้อง ทรงกลด บางยี่ขัน
อ่านอุ่นๆ เพิ่มพูนแรงบันดาลใจ และเสริมกำลังใจที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ
ให้กับตัวเองและโลกที่เราเหยียบยืนอยู่นี้เป็นที่ยิ่ง
เห็นแค่ชื่อทรงกลด ผมคงไม่ต้องพูดอะไรยืดยาวอีกแล้วใช่ไหมครับ :-)
ภาพประกอบและภาพปกโดยศิลปินภาพประกอบระดับแนวหน้าอีกคน
โอ ธีรวัฒน์ เฑียรฆประสิทธิ์ ครับ

อะบุ๊กเคยรวมกระทู้ฮอตใน pantip.com เป็นหนังสือมาแล้วครั้งหนึ่ง
แถมขายดีจนพิมพ์ไปแล้ว 5 ครั้งด้วยกัน นั่นคือ
Yellow Cabby แท็กซี่ นิวยอร์ก
นี่เป็นหนังสืออีกเล่มที่เราไปได้ของดีมาจากพันทิปครับ

'ไข่เจียวโปรเจกต์' เป็นบันทึกประสบการณ์ของ Homosapang หรือ น้องแป้ง
เกี่ยวกับแก๊ง 4 สาวถาปัดจุฬา ที่นึกฮึกเหิม (ที่จริงคืออยากรวยครับ)
ไปขายข้าวไข่เจียวบนถนนสีลมในวันสงกรานต์
จนได้พบเจอเรื่องราวมากมายที่กลายเป็นบทเรียนอันล้ำค่า
ที่ไม่ว่าตำราไหนก็คงไม่มีสอน
ช่วยกันเล่าเรื่องด้วยภาพการ์ตูนสุดน่ารัก (ปนป่วย) ด้วยฝีมือของ พอปัน พิมเผ่า
ศิลปินสาวอีกคนที่คุณจะได้เห็นงานของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ
.
.
.
ผ่านไปแล้ว 9 เล่ม ผมเหนื่อยและหิวครับ T_T (มีง่วงปนเล็กน้อย)
แถมยังมีงานที่ต้องกลับไปทำงานต่อให้เสร็จอีก
เอางี้ อีก 5 เล่มติดไว้ก่อน
ซักพรุ่งนี้จะเอาหนังสือใหม่ๆ จากอะบุ๊กมาอวดต่อนะครับ
สวัสดีครับ
สวัสดีครับทุกท่าน
อาชีพนักทำหนังสือสนุกดีนะครับ แต่ปวดครับ
ปวดตา ปวดหลัง ปวดหัว และปวดใจด้วย
อีสองปวดสุดท้ายนี่ไม่ได้แปลว่าอกหักหรือแอบรักใครนะครับ
แต่เพราะเรื่องต้องลุ้นมันเยอะจัดครับ
กลัวงานไม่เสร็จ
กลัวหนังสือออกไม่ทัน
กลัวนักเขียนส่งต้นฉบับช้า และ/หรือ เบี้ยวเอาดื้อๆ
กลัวคนทำภาพประกอบองค์ไม่ยอมลงแล้ววาดรูปไม่ออก ฯลฯ
ผมเป็นคนไม่ชอบความหวือหวาเร้าใจมากมายในชีวิต
ชอบอะไรเรียบๆ เรื่อยๆ มากกว่า
แล้วผมก็นึกว่าผมเลือกอาชีพถูกแล้วนะเนี่ย
อยู่กองบรรณาธิการหนังสือก็นึกว่าจะอ่านหนังสือกันไปเงียบๆ
พิมพ์งานกันไป แก้งานกันไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ อย่างนี้เสียอีก
แต่ไม่เลย หัวใจกูจะวายทุกๆ 24 ชั่วโมง
ต่อให้ทำต้นฉบับส่งเข้าโรงพิมพ์เสร็จแล้ว ก็ยังต้องลุ้นต่ออีกว่า
หนังสือออกมาแล้วจะขายได้ไหม (อันนี้ลุ้นสุด
เนื่องจากมีผลต่อความก้าวหน้าของอาชีพการงาน T_T)
งานมหกรรมหนังสือฯ คราวนี้เป็นงานใหญ่ที่ศูนย์สิริกิติ์ครั้งที่ 3 ของผมแล้วครับ
ผมชอบบรรยากาศของงานเทือกนี้ที่สุดเลย
แม้ว่าช่วงหน้างาน พวกเราชาวสำนักพิมพ์จะปางตายกันก็ตาม
แต่พอในงาน ผมจะสนุกและมีความสุขสุดยอดตลอดเวลา
(ฟังดูต่อมลูกหมากอักเสบอย่างแรงครับ)
เพราะมีหนังสือใหม่ๆ ให้เลือกดูเลือกซื้อเต็มไปหมด
มันช่างเป็นสภาพแวดล้อมในฝันของผมซะจริงๆ
Book Expo Thailand ปีนี้มาเร็วครับ
ปกติจะเป็นครึ่งเดือนหลังของตุลาคม
มาหนนี้เริ่ม 11 ไปจบ 23 (วันปิยะพอดี)
งานนี้อะบุ๊กตั้งใจจะออกหนังสือ 15 เล่ม
แต่ปรากฏว่าที่สุดแล้ว ทำไม่ทัน 1 เล่ม
ส่วนอีกเล่ม เนื่องจากยาก จุกจิก รายละเอียดเยอะ ต้นฉบับมาช้า ฯลฯ
จึงจะออกเลต ไม่ทันขายตั้งแต่วันแรก
แต่น่าจะมีขายในช่วง 7 วันสุดท้าย
ที่จริงวันนี้ก็อยากมาพรีวิวเหมือนกันนะครับ
แต่เนื่องจากแต่ละเล่มเพิ่งปิดต้นฉบับไปหมาดๆ
อาร์ตเวิร์กปกเพิ่งเสร็จไปหยกๆ
กอง บก. แต่ละคนกลายร่างเป็นศพเมือกเหลว
กายเนื้อและวิญญาณถูกแยกออกจากกันไปแล้วโดยบริบูรณ์
จึงยังไม่มีกะจิตกะใจจะเซฟรูปปกมาแปะโปรโมตใดๆ
ขอผัดเป็นวันจันทร์นะครับ
รับรองว่าชาวเอ็กซ์ทีนก็ยังจะได้เป็นอภิสิทธิ์ชน
ได้เห็นปกหนังสือใหม่ของอะบุ๊กทั้ง 13 ปกก่อนใครเพื่อนแน่นอน
(ถัดจากนั้นก็น่าจะเป็นคุณผู้อ่าน a day Bulletin ในวันศุกร์นะครับ)
วันนี้เล่าการผจญภัยคร่าวๆ ก่อนครับ
เนื่องจากอีสำนักพิมพ์อะบุ๊กนั้นมันไม่นิยมทำอะไรง่ายๆ
เนื่องจากไม่ท้าทาย ไม่เป็นที่โดนใจเด็กแนว
และประทับใจเด็กมหาวิทยาลัย อันเป็นกลุ่มเป้าหมาย
หนังสือเราแต่ละเล่มจึงต้องใช้พลังงานในการผลิตสูงมาก
(รายละเอียดจะมาเร็วๆ นี้ครับ)
นอกจากนั้น การพยายามคลอดหนังสือ 13 ปกด้วยทีมงานเพียง 5 คน (รวมผมด้วย) นั้น
ยังเป็นความพยายามที่พิสูจน์แล้วว่าอ้วกพุ่งเป็นถ้ำกระบอกเลยครับ
จึงต้องรวบรวมจอมยุทธจากหลายเหล่าหลายกองมาสมทบผนึกพลัง
เช่น ดึงตัวพิสูจน์อักษรจากกองฯ อะเดย์และแฮมเบอร์เกอร์มาอย่างอุกอาจ
ตลอดจนอาร์ตไดฯ ของแฮมเบอร์เกอร์เราก็ไปลักพาตัวมา
กระทั่งลามปามไปถึงหนังสือนอกบริษัท (แต่ซี้กัน) เช่น Happening
ก็โดนเราฉกตัวพิสูจน์อักษรมารับแจกจ๊อบโดยทั่วหน้า
ว่าแต่ทำไมใช้ Proofreader เปลื๊องเปลือง? หลายคนอาจสงสัย
เรื่องพิสูจน์อักษรนี่เป็นความหวานขมของเราชาวสำนักพิมพ์มากครับ
คนที่ทำงานกับตัวหนังสือนั้น นอกจากจะต้องทำให้ตัวหนังสือดี มีคุณค่า และสนุกแล้ว
ยังต้องระวังเรื่องความถูกต้องเป็นประเด็นสำคัญ
ยิ่งทำสำนักพิมพ์ไปนานๆ ผมยิ่งตระหนักว่า
พิสูจน์อักษรเป็นงานที่ทั้งยาก ทั้งเท่ และทั้งเทพเลยครับ
โดยเฉพาะ ถ้าคุณต้องพิสูจน์อักษรหลายเล่มในเวลาเดียวกัน
ผมยืนยันว่า ไม่ว่าคุณจะเก่งแค่ไหน
ตาคุณแค่หนึ่งคู่ เอาไม่อยู่หรอกครับ
ขั้นตอนก่อนจะถึงโรงพิมพ์จะเป็นราวๆ นี้ครับ
-พอต้นฉบับ หนังสือ A มาถึงมือเรา รอบแรก บก. อ่านสแกนๆ ดูก่อนครับ
-จากนั้น บก. อาจแก้บนกระดาษ หรือถ้าต้อง rewrite เยอะ ก็แก้ในไฟล์ Word
-แล้วพรินต์ออกมา ส่งให้ผู้ช่วย บก. อ่านอีกรอบ
-ผู้ช่วย บก. อ่านพิสูจน์อักษร แก้ไขลงกระดาษ
-โรย text ลง Artwork โดยใช้โปรแกรมจัดหน้า (InDesign)
-ส่งต่อให้คนเรียงพิมพ์ แก้และเคาะบรรทัด พรินต์ artwork ออกมา
-แล้วกลับมาที่ บก. ซึ่งจะดูอีกรอบ แก้ด้วยปากกาอีกหน
อันนี้หน้าตาจะไม่ใช่ file Word แบบ A4 แนวตั้งอีกแล้ว
แต่จะเป็นขนาดและหน้าตารูปเล่มของหนังสือจริง
-แล้วส่งให้นักเขียนเจ้าของต้นฉบับอ่านเพื่อรับรู้การแก้ไขและเกลาสำนวนของ บก.
และอ่านอีกรอบเพื่อตัดต่อเพิ่มเติมต้นฉบับของตัวเอง
-แล้วส่งกลับมาที่ผู้ช่วย บก. ซึ่งก็จะอ่านอีก แก้อีก
-แล้วส่งให้คนเคาะเรียงพิมพ์แก้อีก
-แล้วส่งกลับมา Final edit ที่ บก. ซึ่งก็จะเจอคำผิดอยู่อีก แล้วแก้อีก
-ส่งกลับไปที่ผู้ช่วย บก. ซึ่งก็จะยังเจอคำผิดอีก แก้อีก
-กลับมา Super final edit ที่ บก. และหนนี้คือ หวังว่าจะไม่เจอที่ผิดอีกแล้ว
-ส่งทำเพลต ร้านเพลตยิงอาร์ตเวิร์กต้นฉบับออกมาเป็นฟิล์ม ส่งกลับสำนักพิมพ์
-บก. และ ผู้ช่วย บก. ช่วยกันดูฟิล์ม ซึ่ง อีเห็ด! ยังเจอคำผิดอยู่อีก! พ่อมึงตายยย! -*-
-แก้ไฟล์หน้าที่มีคำผิด แล้วส่งกลับร้านเพลต
-ร้านเพลตถึงจะเอาฟิล์มไปยิงเพลต แล้วส่งเข้าโรงพิมพ์
...นี่คือหนังสือ A เล่มเดียวนะครับ
...เอ๊ะบอกหรือยังนะครับว่า ในความเป็นจริงเราทำพร้อมกัน 10 เล่มครับ
(ออกไปแล้วก่้อนหน้านี้ช่วงปลายเดือนกันยายน 3 เล่ม เลยเหลือแค่ 10)
ขั้นตอนการผลิตหนังสือ 1 เล่มเราใช้คนอ่านต้นฉบับประมาณ 4 คน
(1.บก., 2.ผู้ช่วย บก., 3.พิสูจน์อักษร และ/หรือ กอง บก. ผู้เคาะเรียงพิมพ์
และ 4.นักเขียนเจ้าของต้นฉบับ)
รวมการอ่านทั้งหมดประมาณ 10-12 ครั้ง ต่อหนังสือ 1 เล่ม ด้วยลูกกะตา 8 ลูก
ก่อนจะส่งเข้าโรงพิมพ์
กระนั้น ก็ยังมีที่ผิดอยู่
เหตุผล ผมไม่เชื่อว่าเพราะคนอ่านพิสูจน์ฯ ไม่มีประสิทธิภาพหรอกนะ
แต่เป็นเพราะมันตาลายครับ
มาใหม่ๆ ผมนึกว่าตัวเองแม่นและเก่งแล้วนะ เช่น
เขาส่งต้นฉบับซึ่งผ่านการพิสูจน์อักษรแล้วมาให้ปรู๊ฟ
เฮ้ย เราเจออีกเยอะมากเลย รู้สึกผยองว่ากูตาดี
แต่ปรากฏ ส่งกลับไปที่ผู้ช่วยฯ น้องโบยังเจออีก! แก้ไป
ส่งไปให้พี่โหน่งอ่าน พี่โหน่งเจออีก! แก้มา
ส่งกลับมาที่ผม ผมเจออีก! แก้ไปแก้มา
ฯลฯ เป็นลูปที่น่าสะพรึง
จึงได้ข้อสรุปว่า ถ้าจะให้ไม่หลุดเลย มันต้องเพิ่มคนช่วยอ่านอีก
และให้แต่ละคนลดจำนวนเที่ยวในการอ่านต่อหนึ่งเล่มของตัวเองลง
ล่าสุดผมเลยแก้ปัญหาโดยการลดจำนวนเที่ยวการอ่านของคนที่จะต้อง final (คือผม)
และเพิ่มจำนวนตาสำหรับการอ่านจับผิดอีก 1 คู่
ด้วยเหตุผลเดียวกัน นั่นคือ ตัวผมต้องการอ่านน้อยเที่ยว
เพื่อให้สายตาไม่ชินกับตัวอักษรของหนังสือเล่มนั้น
มันจะได้เห็นคำผิดง่ายขึ้น
และเพิ่มคนเข้ามาพิสูจน์อักษรในช่วงท้ายอีก 1 คน
โดยเลือกคนที่ยังไม่เคยเห็นต้นฉบับนี้มาก่อนเลย
เพื่อให้เขาเป็นสายตาคู่ที่ fresh ที่สุดในการจับผิด
มันก็จะได้เห็นคำผิดง่ายขึ้นอีกรอบด้วยเช่นกัน
ความยากมหันต์ของการพิสูจน์อักษรสำหรับผม มี 2 ข้อ
1) ชื่อเฉพาะ โอว อันนี้ต้องหาข้อมูลอย่างหนักครับ ขี้เกียจไม่ได้
เจอชื่อเฉพาะอะไรก็ตามต้องวงสงสัยไว้ก่อน
ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อหนัง ชื่อเพลง ชื่อถนน
ชื่อยี่ห้อ ชื่อองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ ฯลฯ
เพราะถ้าผิด ไหนจะดูโง่ ไหนจะโดนด่า สองเด้ง
2) คำที่ไม่ได้สะกดผิด แต่ผิด ไอ้ยังงี้บางทีอ่านแล้วไม่เห็นนะครับ
เช่น วันก่อนมีคุณผู้อ่านชื่อ เปเป้จัง อ่านหนังสือ 'หน่อไม้' แล้วช่วยจับผิดเข้ามา
ประโยคคือ ".....เช็กชื่อ......" ประมาณว่า เช็กชื่อก่อนออกเดินทาง อะไรสักอย่าง
แต่พิมพ์ผิด กลายเป็น ".....เช็กเชื่อ......"
ยังเงี้ยครับ ถึงจะใช้ฟังก์ชั่นตรวจคำผิดก็หาไม่เจอหรอก
เพราะนี่ไม่ใช่คำสะกดผิดซะหน่อย แต่มันมาอยู่ผิดที่
เนี่ยครับ ยังงี้แหละน่ากลัวที่สุด
เพราะอาจจะผิดออกไปโดยไม่รู้ตัวได้ง่ายมาก
เรื่องการพิสูจน์อักษรนี่ผมมีเรื่องเล่าเยอะเลย
เอาไว้วันหลังเขียนใหม่ให้อ่านกันยาวๆ นะครับ
(นี่มึงยังเขียนไม่ยาวอีกเร้อ!!!)
(หมายเหตุ แล้วลองใช้จินตนาการ repeat ขั้นตอนข้างต้นไป 13 ยกสิครับ
นั่นล่ะครับ ชีวิตของพวกผมในรอบเดือนที่ผ่านมา)
นอกจากเรื่องตัวอักษร เรายังมีงานกราฟิกและการออกแบบเยอะมาก
หนังสือล็อตนี้มี graphic fiction และ comic essay หลายเล่ม
หนังสือที่เป็น 'เรื่องโดย (คนนึง)' & 'รูปโดย (อีกคนนึง)' เป็นแนวใหม่ของอะบุ๊กครับ
ซึ่งอยากให้ลองติดตามกัน หวังว่าจะชอบนะครับ เราปั้นกันสุดฝีมือเลย
และสุดยอดของสุดยอดนั่นคือการออกแบบปก
เคยได้ยินสำนวนที่เขาบอกว่า
"เราไม่ควรตัดสินหนังสือจากปกของมัน" ไหมครับ?
(You can't/shouldn't judge a book by its cover.)
ในแง่คนอ่าน-จริงครับ บางทีหนังสือดีเนี่ยต้องอ่านก่อนถึงจะรู้ว่าดี
แต่ในแง่คนซื้อ-ไม่จริงเลยครับ! หน้าปกเนี่ยแหละ สำคัญที่สุด
งานของเรานอกจากทำหนังสือดีๆ แล้ว ต้องทำหนังสือให้ขายดีด้วย
นั่นคือต้องทำให้คน "อยากซื้อหนังสือไปอ่าน" ให้ได้
คือต้องทำให้ "อยากเป็นเจ้าของ" ครับ คือ
ต่อให้เพื่อนให้ยืืมมาอ่านจนจบ ก็ไม่พออะ
ชั้นต้องมีมันไว้ที่บ้าน ชั้นต้องมีมันเก็บไว้เป็นของชั้นเอง
ถ้าทำได้ ผมถือว่าเราประสบความสำเร็จครับ
และหน้าปกนี่แหละตัวดูดเลย อันนี้ไม่ต้องอื่นไกลครับ
ผมนี่แหละ เป็นคนซื้อหนังสือประเภทนี้อย่างแรง
บางทีเจอหนังสือที่เขียนโดยนักเขียนที่เราอยากอ่าน
แต่พอไปเจอหน้าปกเหียกๆ กระดาษห่วยๆ ดีไซน์เห่ยๆ
ผมจะทำปากเบะ หน้ามุ่ย ขากถุยในใจ แล้วเดินหนีจริงๆ!
และที่ผมเป็นเอามาก-font!
หนังสือเล่มไหนเลือกใช้ฟอนต์หน้าตาน่าเกลียด
โอกาสที่ผมจะซื้อกลับบ้านจะลดลงไปเหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์จริงๆ นะครับ
อาการทางจิตเยี่ยงนี้ ผมไม่ได้เป็นอยู่คนเดียวใช่ไหม?
(หรือใช่?)
โอ๊ย ตีห้ากว่าแล้ว ผมไปนอนก่อนนะครับ
ไว้จะกลับมาเล่าเรื่องการทำหนังสือใหม่ให้ฟังอีก
ซักวันจันทร์ก็แล้วกันนะครับ
สวัสดีครับ
10 บาทไปไหน
posted on 02 Sep 2008 00:10 by bickboon in confused
ขึ้น ปอ. 29
เจอกระเป๋ารถเมล์ 1 ป้า
ผมจ่ายไป 2 เหรียญสิบ (คาดว่าค่ารถน่าจะ 14 บาท)
ปรากฏว่า ท่ามกลางความงุนงง (มึงจะท่ามกลางไปไหน เห็นอยู่คนเดียว -*-)
เธอหยิบคืนมา 1 เหรียญสิบครับ
พร้อมกับอ้ากระบอกของเธอให้ผมดู (ตรงนี้ทำไมอ่านแล้วดูทะลึ่งๆ ชอบกล)
แล้วบอกว่า "ไม่มีทอนนะคะ"
ผมชะโงกดูในกระบอกของเธอ (อ๊าง) <-- (อ๊างทำมั้ย!!)
ไม่มีเหรียญบาทเลยจริงๆ ด้วยครับ
"เอาไปเถอะจ้ะ" ป้าบอก แล้วเดินไปเก็บค่าโดยสารคนอื่นต่อไป
ผมงง
งง
งง
งงมาก
สมองประมวลผลๆๆๆๆๆ
เฮ้ย ไม่เอาอะ ผมจนก็จริง แต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบใครนะ
เดี๋ยวป้าเดือดร้อนนะ
แล้วป้าจะทำยังไง
ต่างๆ
ป้าเดินกลับมาอีกรอบ
ผมถาม "จริงๆ มันเท่าไหร่นะครับ เอาไปเถอะครับ"
ผมยื่นเหรียญสิบให้อีกเหรียญ พยายามยัดใส่มือป้า
ป้ายิ้มหวาน ยกมือขึ้นโบก
(ไม่ได้โบก แบบ บ๊ายบาย นะครับ แต่โบก แบบ โฮ้ย ไม่เป็นร้ายยย)
"ไม่เป็นร้ายยยย" เธอว่า "เอาเถอะค่ะ ไม่เป็นไร ไม่ได้ออกตั๋วให้ด้วย"
เออ แฮะ มัวแต่งง ลืมสังเกตว่า ป้าไม่ได้ออกตั๋วให้ผม
งง
งง
งงต่อไป
สมองประมวลผลอีกๆๆๆๆๆ
ตกลงแปลว่า
เงิน 10 บาทที่ผมจ่ายไป
ไม่มีตั๋วกลับมา
ป้าไม่ได้ออกตั๋ว
สมองประมวลผลๆๆๆๆๆ
แปลว่าถ้าป้าไม่ได้เอา 10 บาทผมใส่กระเป๋ารถ
แต่เอาใส่กระเป๋าป้า
จะมีใครรู้ไหม?
ผมมองป้าในแง่ร้ายไปไหมครับ?
ผมไม่อยากเป็นคนมองป้าในแง่ร้าย
แต่ผมก็ไม่อยากเป็นเหยื่อป้าร้ายๆ เหมือนกันนะ
มันไม่จริงใช่ไหมครับป้า
มันไม่จริงใช่ไหม...
มันไม่จริง...
มันไม่จริ...
มันไม่จ...
มันไม่...
ไม่...
ไม่...
ไ...
จริงๆ ป้าใจดีใช่ไหมครับ! ป้าครับ!! ป้าาาาา!
(กรีดร้องโหยหวน)
อนึ่ง ทำไม 2 เอ็นทรี่ที่ผ่านมาเป็นหนึ่งลุงกับหนึ่งป้าพอดีโดยมิได้นัดหมาย
หมายเหตุ: ทำไมผมเป็นคนวงเล็บเยอะยังงี้ ...เพิ่งรู้ตัว...
.
อย่าวางใจลุงผู้ยิ้มแย้ม
posted on 29 Aug 2008 01:41 by bickboon in life
เรื่องเกี่ยวกับแท็กซี่มาอีกแล้ว
ทำไมชีวิตผมมี theme น้อยจังช่วงนี้ T_T
วนเล่าอยู่ไม่กี่อย่าง
ไม่เรื่องที่เจอในแท็กซี่ ก็เรื่องงาน
ไม่ก็เรื่องฝัน
ความหลากหลายในชีวิตช่างต่ำเตี้ย T_T
วันนี้โบกแท็กซี่ไปทำงาน เพราะสายแล้ว (แอซ ยู้ช่วล)
แล้วผมจะเป็นคนชอบสวัสดีแท็กซี่ครับ กล่าวคือ
พอเปิดประตูเข้าไปนั่ง ก็จะ "สวัสดีครับ" ก่อน
ผมรู้สึกเป็นสิ่งที่ควรทำนะ
แล้วทีนี้ ส่วนใหญ่เขาก็จะงงว่าผมสวัสดีเขาทำไม ก็จะอึ้งๆ ไป
แต่วันนี้ ลุงแท็กซี่พูดสวัสดีพร้อมผมเลย รู้สึกเขาน่ารัก
เลยประทับใจตั้งแต่แรกพบ
ลุงเป็นคนยิ้มแย้ม ทั้งที่อากาศร้อนน่าหงุดหงิด
"เอกมัยซอย 10 ครับ"
"ครับผม" ลุงรับคำร่าเริง
"ลุงจะไปทางไหนดีครับ" อันนี้ผมถามเป็นปกติ
เนื่องจากออฟฟิศผมมันไปได้หลายทางอยู่
"รัชดาไหมครับ" ลุงตอบ
"ดีครับลุง" ผมเห็นด้วย "ไปทางรัชดาแล้วก็..."
"อ๋อ ครับๆ ทราบครับ" ลุงร่าเริง
"ครับ แล้วก็ไปโผล่ตรง..."
"ครับ ครับ" ลุงร่าเริงอีก
เห็นดังนั้นแล้ว ผมจึงเปิดเพลงฟัง แล้วเอนหลังนั่งสบายอย่างวางใจ
ซักแป๊บ...
"ลู้งงงง!!!!!" ผมผวาเสียงหลง "เลยแล้วครับ เลยแล้วๆๆ"
ลุงปาด ฟ้าวววว จากเลนขวาสุดมาซ้ายสุด
แล้วทิ่มตัวออก exit ที่เกือบพลาดไปอย่างฉิวเฉียด
"แหะๆๆ" ลุงยังร่าเริง "ตกใจหมดเลย"
"เอ๊า ผมนึกว่าเราจะออกรัชดาไม่ใช่เหรอครับ"
เสียงใจผมเต้นโครมๆ คลอไปกับเสียง ปี๊นนนนน ยาวของรถ 2-3 คันที่ลุงปาดมาสดๆ
"ข้างหน้าก็เข้าได้ครับคุณ แหม" ลุงตอบอย่างร่าเริง
"ข้างหน้าพ่อลุงสิครับ" อันนี้ผมพูดในใจ
ทางนี้ผมมาทุกวันเฟ้ย ถ้าเลยตรงนี้ไปแล้วเนี่ย นู่นนน เลยครับ
มันจะไปออกอีกทีคือเซ็นทรัลลาดพร้าวเหอะ
ซักแป๊บ...
"ลู้งงงง!!!!!" ผมผวาเสียงหลงอะเกน "เลยแล้วครับ เลยแล้วๆๆ"
ลุงปาด ฟ้าวววว จากเลนขวาสุดมาซ้ายสุดอะเกน
แล้วทิ่มตัวออก exit ที่เกือบพลาดไปอย่างฉิวเฉียดอะเกน
(3 บรรทัดที่ผ่านมาก๊อปแปะล้วนๆ เพียงเพิ่มคำว่า 'อะเกน' ลงไป)
"ผมนึกว่าลุงรู้แล้วว่าออกตรงนี้"
"แหะๆๆ" ลุงร่าเริงอีก "ลุงว่าจะไปออกเพชรบุรี ก็แหม เหมือนก๊าน" ลุงทำเสียงใจดี
เหมือนกันพ่อลุงสิครับ "ติดตายชักสิครับลุง!!! มีไฟแดงเป็นสิบ..."
"อ้าวเหรอ แหะๆๆ" ลุงร่าเริงไม่หยุดหย่อน
ซักแป๊บ...
"ลูงงงง" ผมเรียกลุงด้วยน้ำเสียงระอามหาศาล
"ไม่ใช่ตรงนี้ครับลูงงงงงงง ออกตรงนี้มันวนกลับไปโผล่ อสมท. ครับลูงงงงง"
"อ้าว แหะๆๆ ไม่ใช่หรอกเหรอ" ลุงยิ้มแย้ม
"ไปออกศูนย์วิจัยเหนือซีครับลูงงงงง ไม่เจอไฟแดงซักกะแอะ"
"อ้อๆ ฮ่าๆๆๆ" ลุงร่าเริงไม่เลิกรา
"........"
"แหะๆ... แหะๆๆ..."
"........"
"...ไปทางไหนนะ?..."
เกลียดลุงไม่ลง แต่ก็อยากเกลียดลุง
ที่สุดเลยลงเอยด้วยการเกลียดตัวเอง ที่เกลียดลุงไม่ลง
ลุงนั้นเปรียบไปก็เหมือนทุ่งดอกแดฟโฟดิลเหลืองอร่ามงามตา
เมื่อลมพัดมา มวลดอกไม้ก็ไหวเอนซ้ายขวา
ราวกับกำลังโบกมือเรียกให้เราเข้าไปวิ่งเล่น
แต่ปรากฏว่า อีห่า ข้างในทุ่งดอกไม้เต็มไปด้วยกับระเบิด
ในชีวิตเจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันนะครับ แบบ
หน้าหนังสวยงาม แต่ข้างในเมือกมาก กลากเกลื้อนมาก ยังผลให้-
หนึ่ง เสียอารมณ์เป็นที่สุด และ
สอง มันทำให้เราวางใจ และไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับปัญหา
ยังงี้สู้เจออะไรที่ดูน่าสะพรึงกลัวจนทำให้เราไข่หดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แต่พอลองเข้าไปสัมผัส เอ๊ะ ไม่แย่อย่างที่คิดนี่นา
ยังงี้ดีกว่าอีก
แต่ก็นั่นล่ะครับ
ชีวิตอะ
มันไม่ยอมให้เราตั้งตัวหรอก
ไม่งั้นมันจะไปสนุกตรงไหน