work

เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘ความรักทำให้ตาบอด’ ใช่ไหมครับ ? แล้วเป็นไงล่ะ เชื่อกันบ้างไหม ไม่มี้ ยอมตาบอดกันทั้งนั้น โอ้คนเราช่างไม่กลัวความมืดกันซะเลย


โอเค ไม่ว่ากัน พวกคำสอนหรือสุภาษิตพังเพยบางอย่างมันก็โบราณเกินไป ไม่คลาสสิค ก็คงจะต้องมีเปลี่ยนกันบ้างตามยุคสมัยเป็นธรรมดา ... งั้นเปลี่ยนเป็นว่า ‘ความรักทำให้อ้วน’ ก็แล้วกัน

รับรองเลยว่าจะได้ยินเสียงเบรกเอี๊ยดมาจากทั่วทุกสารทิศ จากที่เคยปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความรักอย่างไม่มียั้งคิด ก็จะมีชะงักกันเป็นแถว เนื่องจากสาวๆ นั้น ถ้าให้เลือกระหว่าง ... อ่า ... กินคางคกเป็นๆ กับ อ้วน พวกเธอจะยอมกินคางคกเสมอ

‘รักมากไป ไขมันเกาะ’ ไม่เชื่อเหรอครับ งั้นมาเลย เดี๋ยวจะแจกแจงให้ดู

มหาวิทยาลัย คอร์เนล ในสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาวิจัยคู่แต่งงานทั้งหมด 1,980 คู่ เพื่อช่วยยืนยันสมมติฐานว่า ผู้หญิงนั้นมักผจญกับปัญหาน้ำหนักขึ้นหลังจากการแต่งงาน
ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยา เอดเวิร์ด แอบรามสัน (Edward Abramson) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Marriage Made Me Eat” ให้ความเห็นว่า เพศหญิงนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มมีความสัมพันธ์แบบถาวร (Long-term Relationship) ความมุ่งมั่นที่จะพยายามรักษาหุ่นก็จะค่อยๆ เริ่มจางหายไป เนื่องจากพวกเธอสู้ ‘ผอมสวย’ จนได้ ‘ความรัก’ มาครอบครองแล้วเรียบร้อยนี่ ประมาณว่า Mission Accomplished ทีนี้ฉันก็จะปล่อยตัวล่ะนะ ... ง่ำๆๆ

ก็จริงอยู่ - มันคงจะเป็นความรู้สึกที่วิเศษเมื่อเราได้เรียนรู้ว่า ความรักนั้นทำให้เรื่องของรูปร่างและน้ำหนักไร้ซึ่งความหมาย จะผอมไปอ้วนไปอย่างไร ก็ยังมีเขาคนนี้ที่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของเราเสมอ แต่ว่าขอประทานโทษ ไอ้ที่คิดแบบนี้ล่ะจะทำให้ไขมันเกาะรอบทิศอย่างไม่รู้ตัว แล้วก็คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่า อาการบวมมันเหล่านี้สามารถจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตรักได้อย่างไรบ้าง ไม่ได้ครับ เราต้องรู้เท่าทัน (ไข) มัน จะได้ป้องกันทันเวลา

และเหล่านี้ก็คือ แบบแผนพฤติกรรมอันเกิดจากความรัก ที่มักทำให้สาวๆ นั้น ‘เผาผลาญต่ำ-แต่นำเข้าแคลอรี่สูง’

ดินเนอร์แสนโรแมนติค กิจกรรมยอดฮิตของคนมีแฟนเลย ดินเนอร์กันสุดฤทธิ์ เมื่อก่อนล่ะงดข้าวเย็นกันเอวกิ่ว แต่พอมีความรัก ไม่ได้ฮ่ะ จะให้ไปเดทกันมื้อกลางวันแสกๆ มันจะโรแมนติคเรอะ มันต้องมื้อค่ำ เพราะตัวฉันนั้นจะดูสวยในแสงเทียนสลัวๆ ไงล่ะ ก่อนหน้านั้นอาจนำมาด้วยหนังรักซึ้งๆ สักเรื่อง มือหนึ่งก็เกาะกุมกันไว้ราวกับกลัวหาย ส่วนอีกมือหนึ่งก็ควักป๊อบคอร์นป้อนกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วดินเนอร์นี่ก็จะกินน้ำเปล่าไม่ได้นะ ต้องกระแดะซดไวน์อีก จากนั้นอะไรต่อล่ะ อู๊ย ต้องตบท้ายด้วยช็อกโกเลตมูส ป้อนกันด้วยท่าทางเย้ายวนต่างๆ สัปดาห์หนึ่งเดทกันห้าวัน ก็คูณเข้าไปสิน้องจ๋า

แล้วโลกก็หมุนช้าลงเพื่อสองเรา สาวโสดอาจใช้เวลาว่างในการไปโยคะเอย แอโรบิกเอย หรือแม้แต่เดินช้อปปิ้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยในการเผาผลาญเป็นอย่างดีทั้งสิ้น แต่พอมีแฟนปั๊บ ความรักก็ทำให้ทุกอย่างช้าลงทันที เขาเรียกว่า ‘Me time becomes We time’ จากที่เคยใช้เวลากับตัวเองและเพื่อนฝูง ก็ต้องปรับตารางและกิจกรรมทุกอย่างให้เป็น ‘สองเรา’ ไปโม้ด ที่เคยต้องไปฟิตเนสทุกวันก็กลายเป็นต้องไปดูหนัง (คือนั่งเฉยๆ) ดินเนอร์ (นั่งเฉยๆ แถมกินอีกต่างหาก) นอนนับดาว (สันหลังยาวเข้าไปอีก)

การใช้เวลากับแฟนนั้นมักจะเป็นอะไรที่สโลว์โมชั่นครับ เดินควงกันก็ต้องจับจูงกันไปช้าๆ เดี๋ยวๆ ก็นั่งซบกันอีกและ ทำตัวเหมือนมนุษย์ไร้กระดูกกันตลอดเวลา คือมันโรแมนติกกว่ากันไง ก็เข้าใจนะ ใครเขาจะมาจูบแก้มกันไปวิ่งร้อยเมตรกันไป เหนื่อยตายห่า เหงื่อก็ทะลัก เหม็นก็เหม็น

ติดนิสัยการกินของแฟนหนุ่ม เขาว่าคนรักกันหรืออยู่ด้วยกันมากๆ นี่มันจะสามารถดูดกลืนนิสัยกันได้นะครับ อย่างอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าไปกินตามผู้ชายเขา เราจะแย่เอานา เพราะผู้ชายมักต้องการ Calorie Intake สูงกว่าเนื่องจากมักต้องใช้พลังงานมากกว่า สิ่งที่ควรระวังคือ หนุ่มประเภท ‘รักต้องป้อน’ ครับ ... ที่รักจ๋า ชิมนี่สิ อร้ออยยอร่อย ... อีที่รักนี่ก็ตอบสนองตลอด กลัวแฟนไม่รัก อ้าปากงับพิซซ่าด้วยท่าทีที่คำนวณแล้วว่าเซ็กซี่ที่สุด
... ก็เพราะมัวแต่คำนวณเซ็กซี่จนลืมคำนวณแคลอรี่นี่แหละ ...

ความวาบหวิวทำให้หิวได้ อย่าขำครับอย่าขำ เรื่องนี้เรื่องจริง เมื่อคนเรามีรักก็มักมีความอ่อนไหวในอารมณ์สูง ไอ้ ‘อารมณ์สูง’ ที่ว่านี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวกหรือลบ เขาว่าจะสามารถทำให้เรากินเยอะกว่าปกติ
นักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการ ‘กินดับอารมณ์’ (Emotional Eating) บอกว่า ความรู้สึกวาบหวิวว้าวุ่นใจที่เกิดจากการอินเลิฟนี่แหละตัวดีเลย เพราะจะทำให้คนเราเกิดอาการเครียด และมีคนจำนวนมากที่จะเครียดแล้วกิน แล้วคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นหรือเปล่าเอ่ย ?

อ่านมาถึงตรงนี้ ตายแล้ว ว่ามากี่ข้อกูเป็นหมด ทำไงดี อย่ากระนั้นเลยครับ เรามารู้จักรับมือปัญหาเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีไปพร้อมๆ กับความรักความสัมพันธ์ที่ดีกันดีกว่า

แท็คติกที่จะช่วยในการสลายมันอันเกิดจากความรัก ได้แก่

หาเวลาว่างของตัวเองให้เจอ ถึงแม้ว่า Me Time จะกลายเป็น We Time ไปเสียเยอะเมื่อคนเราอินเลิฟ แต่อะไรจะตัวติดกันเป็นแฝดสยามตลอดเวลาล่ะ หาเวลาของคุณให้เจอสิครับ เช่น เมื่อที่รักของคุณต้องไปซ้อมบาสหลังเลิกเรียนก็ไม่ต้องนั่งเสนอหน้าเป็นกองเชียร์อยู่ร่ำไป ควงเพื่อนสาวของเราไปแอโรบิกเข้าสิ หรือเมื่อไหร่ที่มีเรียนไม่ตรงกัน ก็ไปเดินช้อปปิ้งเรียกเหงื่อซะหน่อยก็ได้ ไม่ต้องไปนั่งกระพือขนตาเฝ้าเขาอยู่หน้าห้องเลกเชอร์อยู่ได้ เข้าใจมะ

แน่วแน่กับเมนูของตัวเอง แทนที่จะไปกินตามเขา เราก็ชิงลงมือโจมตีเสียก่อน ปรับให้เขามากินตามเราซะเลยสิครับ

ผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่ค่อยจุกจิกกับการกินแบบสุขภาพเท่ากับผู้หญิงอยู่แล้ว คำว่าโลว์แฟตน่ะรู้จักไหม ไม่รู้ร้อก นึกอยากจะโซ้ยอะไรพ่อก็โซ้ย ถือซะว่าเป็นการให้ความรู้กับหนุ่มๆ ของคุณด้วย เวลาไปกินด้วยกันเนี่ย อย่าปล่อยให้เขาสั่งอาหารให้ขณะที่เรานั่งบิดไปมา ‘ค่ะ อะไรก็กินได้ค่ะ’ ไม่ด๊าายย ... ต้องสั่งอาหารด้วยตัวเอง แล้วช่วยดูแลแฟนหนุ่มให้กินอาหารดีๆ ด้วยถึงจะเรียกว่ารักกันจริง

แต่อันนี้ต้องระวังนะครับ แรกๆ ก็อย่าเพิ่งบ้าเลือดนัก ช่วงข้าวใหม่ปลามันก็ข้าวมันไก่กันไปก่อนก็ได้ ไม่ใช่ว่าแค่เดทแรกก็ไปเจ้ากี้เจ้าการบังคับให้เขากระเดือกข้าวกล้องเสียแล้ว นั่นมันก็เกินไป ผู้ชายจะขวัญหนีดีฝ่อกันสิ้น ลูกผู้หญิงก็ต้องยืดได้หดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการกิน ตักเค้กป้อนกันกระจุ๋งกระจิ๋งอยู่สองสามเดทเอากำลังหวานชื่นพอประมาณ แต่จากนั้นก็ต้องรู้จักหันมาป้อนโยเกิร์ตกันบ้างล่ะ

ระบายอารมณ์และความรู้สึกอย่างถูกต้อง เวลามีความรักมันเลี่ยงไม่ได้หรอกครับไอ้เรื่อง กระเง้ากระงอดงอนกัน หึงกัน ทะเลาะกัน แต่ท่องไว้เลยว่า อย่าไปลงกับอาหารเด็ดขาด ไม่ใช่งอนกันปั๊บกินเอแคลร์ปุ๊บ ทะเลาะกันปั๊บกินเค้กไอติมปุ๊บ หึงกันห้าครั้งน้ำหนักขึ้นห้ากิโลอะไรอย่างนี้ หาวิธีจัดการกับอารมณ์ตัวเองแบบอื่นสิน้องเอ๋ย เช่น จากปกติให้เขาขับรถไปส่งทุกวัน พองอนกันปั๊บเดินกลับบ้านเอง ... แน่ะ แอบเผาผลาญ ... หรือว่าพอโมโหหึงปึ๊บ ก็วิ่งเข้าโรงยิมไปรัวพั๊นชิ่งบอลทันทีด้วยความที่เป็นสมาชิกชมรมมวยหญิงของมหาวิทยาลัย อ้ะ ถือโอกาสเผาผลาญอีกแล้ว ...

หรือวิธีที่เป็นสากลที่ซู้ดก็คือ พอทะเลาะกับแฟนต้อง Shopping Therapy ทันที นั่นคือบำบัดโดยการช้อปฯ (ช้อปฯ ออนไลน์ไม่นับนะครับเพราะมันคือการนั่งทับตูดตัวเองอยู่กับที่เฉยๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไร กรุณาช็อปฯ ด้วยวิธีดั้งเดิมนั่นคือ เดินๆๆๆ แบกถุงๆๆๆ - อ้อ ดี งานนี้ไม่มีแฟนช่วยเดินถือของอีกต่างหากเพราะทะเลาะกันอยู่) แต่วิธีนี้นะวังจนนะฮะ ขอแนะนำให้ช้อปฯ ของ On Sale หรือของ Used เท่านั้น

หรือ ถ้าหดหู่เกินกว่าจะเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ใช้วิธีระบายกับไดอารี่ก็ดีนะครับ มีอะไรก็เขียนมันลงไปบนกระดาษ เทความรู้สึกออกมาข้างนอก อย่ายัดมันลงไปข้างในพร้อมกับจั๊งค์ฟู้ดเด็ดขาด

จับมือไว้ แล้วไปวิ่งกัน วิธีนี้จะดีมากโดยเฉพาะกรณีที่ชายหนุ่มของคุณเองก็ชักจะมันปลิ้นเหมือนกัน ต้องช่วยกันครับงานนี้ เช่น ลากกันไปออกกำลังกาย

ไหนมาคุยกันซิว่าชอบเล่นกีฬาอะไรเหมือนกันมั่งก็พากันไปเล่นซะ (แนะนำกีฬาประเภทแข่งขันเช่น สควอช เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน หรือถ้ารู้ตัวว่าจะตบกันตายเพราะเป็นคนบ้าเอาชนะและไม่ยอมแพ้กันทั้งคู่ ก็แนะนำเป็นกีฬาที่เล่นไปด้วยกันแบบไม่ต้องแข่งกัน เช่น ฟิตเนส)

หรือแทนที่จะไปกินข้าวนอกบ้านกันทุกวันก็หาตำราอาหารสุขภาพมาลองทำกินกันเองที่บ้านดูมั่งก็น่าสนุกดี
จากที่เคยแต่เดินจูงมือ ก็ไปเดินจูงหมากันก็มั่งก็ได้ เอาจานร่อนไปเล่นกับเจ้าบ๊อกในสวนสาธารณะ ก็ดูเป็นกิจกรรมแบบคู่ร๊ากคู่รักที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีเหมือนกัน

พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสครับ เพราะเมื่อมาลองคิดดูแล้ว สองแรงย่อมแข็งขันกว่าหนึ่งเดียวเหี่ยวแห้ง
ถือโอกาสไดเอ็ทโดยมีความรักเป็นเดิมพัน

ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว !



edit @ 2005/07/29 16:43:30

สูตรทำหมาอมตะ (HB)

posted on 20 Jun 2005 02:40 by bickboon  in work

ใครมั่งไม่ชอบหมา?

เยอะนะครับ จะว่าไป คนรักหมาอย่างเราๆ มักนึกไม่ออกว่าใครหนอจะไม่ชอบหมาได้ลงคอ เหมือนกับเด็กศิลป์ภาษาอย่างผมที่มักจะคิดไปว่า เด็กศิลป์คำนวณนี่น่าสงสารเนอะ ต้องมานั่งทนเรียนวิชาเลขที่เรานั้นแสนจะเกลียด จนได้คุยกับแจ๊ค เพื่อนศิลป์คำนวณซึ่งมาสนิทกันเพราะร่วมชมรม แจ๊คบอกว่ามันมีความสุขกับการคิดเลขเป็นที่สุด ผมมองแจ๊คแบบไม่กะพริบตาอยู่ห้านาทีเต็ม เพราะนึกไม่ออกจริงๆ ว่าคนเราจะชอบเรียนเลขจริงๆ ได้อย่างไรกัน เช่นเดียวกับที่แจ๊คไม่เข้าใจว่า ทำไมผมชอบวิชาที่ทั้งยากทั้งไม่สนุกอย่างภาษาอังกฤษเข้าไปได้

ทีนี้ คนไม่ชอบหมาเนี่ยไม่แปลก แต่ที่ผมว่าแปลกคือ เป็นคนรักหมาแต่ไม่ยอมเลี้ยงหมา !

ไม่ใช่ว่าเพราะพ่อแม่ไม่ยอมให้เลี้ยง ไม่ใช่ว่าเพราะอพาร์ทเม้นท์ไม่อนุญาตให้เลี้ยง ไม่ใช่ว่าเพราะเป็นภูมิแพ้ขนหมา แต่ที่ไม่ยอมเลี้ยงเป็นเพราะว่า ทนความเศร้าโศกเสียใจไม่ได้เมื่อหมาต้องตายไปก่อน

โอ อันนี้ยาก ไม่รู้จะช่วยยังไงเหมือนกัน จะให้ตัดต่อพันธุกรรมกลายเป็นหมาเอ็กซ์เม็น (เอ็กซ์ด๊อก) เพื่อเพิ่มอายุขัยอย่างนั้นก็น่าสงสารหมานะครับ ชีวิตหมาไม่ซับซ้อนเหมือนชีวิตคนนี่นะ ให้มันอยู่นานๆ มันคงเบื่อแย่ คนเราอู๊ยไหนจะเรียนหนังสือ ไหนจะทำมาหากิน สร้างครอบครัว ฯลฯ ต่างๆ ลองให้หมาไปโรงเรียนอย่างคนสิ กว่าจะจบศึกษาภาคบังคับซัก 12 ปี รับปริญญาปุ๊บตายปั๊บพอดี

ไม่งั้นอีกวิธีคือรอครับ รอให้คุณแก่ไปจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิต ประมาณเห็นฝั่งอยู่รำไร กะว่าอีกสักสิบปีกูตายแน่ๆ เมื่อนั้นแหละค่อยไปหาหมามาเลี้ยง จะได้แก่ตายไปอย่างพร้อมเพรียงกันพอดี (ดีไม่ดีคนตายก่อนอีก) แต่อาจดูเป็นวิธีที่เบาปัญญาบ้าบอ ... ไม่ขอแนะนำก็แล้วกัน (แล้วพูดทำไมเนี่ย)
เอาเป็นว่างี้ เรามาหาวิธีที่จะช่วยให้หมาของเราอ่อนเยาว์ปิ๊งปั๊งให้ น า น ที่สุดเท่าที่อายุขัยมันจะอำนวยดีไหมครับ ประมาณ How to keep our dog young forever ... ว่าเข้านั่น

และนี่คือสูตรง่ายๆ ในการเพาะเลี้ยงหมาอมตะครับ (เอางั้นเลยเรอะ)

1) รู้เท่าทันหมาแก่ ความรู้คืออาวุธนะครับพี่น้อง เราต้องรู้ก่อนเลยว่า ไอ้ที่ว่าหมาแก่น่ะ เท่าไหร่เรียกแก่ จะได้ทำตัวกันถูกๆ ดูแลกันเหมาะๆ ไม่ใช่เซนต์เบอร์นาร์ดอายุปาเข้าไปร่วมทศวรรษ ยังบังคับให้มันกระโดดคาบฟรีสบี้อยู่ได้ราวกับเป็นหมารุ่นๆ ทรมานสุนัขชรานะนั่น
หมาขนาดเล็ก (ประมาณต่ำกว่า 9 กิโลกรัม) จะนับว่าย่างเข้าวัยทองเมื่ออายุ 9 ปี และอยู่ไปได้ถึง 13 ปี หมาขนาดมีเดียม (เฉยๆ นะครับ ไม่มีเดียมแรร์ ยังไม่ต้องจับย่าง – ไซส์กลางคือน้ำหนัก 9 – 23 กิโลกรัม) จะเริ่มต้องเรียกป้าหรือลุงเมื่ออายุเข้า 9 ปี อายุขัยประมาณ 11 ขวบครึ่ง ส่วนหมายักษ์ (23 – 41 กิโลกรัม) นั้นจะเริ่มเป็นไอ้ยักษ์เฒ่าเมื่อเข้า 6 ปี และอยู่ถึงแค่ 9 ปีเท่านั้น สรุปได้ว่าโดยทั่วไปหมาเล็กจะอายุยืนกว่าหมาใหญ่ครับ

2) พาหมาไปเช็คสังขาร เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยชรา ควรพาหมาไปตรวจสุขภาพอย่างที่เรียกว่า Geriatric examinations ครับ เพราะก็เหมือนกับคนนี่แหละ โรคบางโรคจะมาเมื่อแก่ แต่ถ้าจะให้ดี หมั่นพาคุณหมาไปตรวจสุขภาพเป็นระยะสม่ำเสมอจะดีที่สุด ไม่ใช่ว่าฉีดกันบ้าตอนแรกเกิดทีนึง แล้วจูงหมาไปหาหมออีกหนเมื่อสิบสามปีให้หลัง

3) สังเกตสังกา หมาต่างจากคนคือป่วยไข้อะไรนิดหน่อยจะไม่ค่อยสำออยหรอกครับ บางคนไอแค่กนึงก็ทำจะเป็นจะตาย ไปโรงพยาบาลเอายามากินสุดฤทธิ์ ตามด้วยลาป่วยยาวนานซะหัวหน้านึกว่าลาคลอด หมาไม่บ่นครับ แถมหมาหน้าซีดไม่ได้ หน้าแดงแบบไข้รุมๆ ก็ไม่ได้ อาการซึมไข้อาจไม่ต่างอะไรจากอาการง่วงนอน ดังนั้นต้องเฝ้าสังเกตให้ดี คอยสัมผัสลูบเนื้อตัวหมาดูทุกวัน ดูซิว่าอยู่ๆ ก็ผอมไปอย่างผิดหูผิดตาหรือไม่ หรืออยู่ๆ ก็มีตุ่มไตอะไรแปลกๆ ขึ้นตามเนื้อตัวมั่งมั้ย จู่ๆ ก็กินน้ำน้อยกว่าปกติหรือเปล่า เบื่ออาหารไหม อึฉี่ผิดปกติไหม (ทั้งลักษณะของเสียหรือเวลาในการขับถ่าย) เสียงหายใจผิดปกติหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คุณสามารถพบได้จากการสำรวจด้วยตัวเอง เมื่อพบความผิดปกติแต่เนิ่นๆ ยิ่งรักษาช่วยเหลือได้ทันท่วงทีครับ

4) หมานะไม่ใช่หมู ไม่เหมือนกับคน – ความอ้วนไม่มีผลต่อความมั่นใจในความสวยงามและการเข้าสังคมของหมา แต่ความอ้วนในหมามีผลต่อสุขภาพมากกว่าและส่งผลเสียเร็วกว่าความอ้วนในคนนะครับ หมาอ้วนมักจะอายุสั้นกว่าหมาผอมแบบเห็นๆ การมีรูปร่างที่ดีของหมาจึงไม่ได้อยู่แค่ความงามเท่านั้น แต่เกี่ยวพันถึงความอายุยืนอย่างยิ่ง

5) อย่าเลี้ยงแบบเตร็ดเตร่เอ๊าท์ดอร์ หมาหัวใจพเนจรมักได้ตายก่อนหมาที่ชอบอยู่เหย้าเฝ้าเรือน บางบ้านเลี้ยงหมายังงี้จริงๆ นะ ประมาณว่าแหกรั้วสังกะสีอ้าไว้อำนวยความสะดวกเป็นรูหมาลอด (บางครั้งโจรจะมาร่วมลอดด้วยก็ซวยซะ) แกจะไปไหนก็ไป ถึงเวลากินข้าวกลับมาละกัน เนี่ยๆ แบบนี้มักไม่ค่อยได้แก่ตาย แต่จะโดนหมาหมู่ฟัดตายมั่ง โดนรถชนตายมั่ง โดนยาเบื่อตายมั่ง บางทีรอดตายมาได้จนแก่ก็จริง แต่พอแก่แล้วยังติดนิสัยเดิมๆ มุดรั้วเที่ยวประจำ แต่อนิจจา หูตาฝ้าฟาง รถที่เคยหลบทันในสมัยยังหนุ่มมันไม่ชะลอให้เพราะนึกว่ายังหลบไวเท่าเดิม ... แปร้ด ... แบนแต๋กลายเป็นหมาแผ่นไปซะแล้ว ... ยังงี้ก็มี
แนะนำว่าเลี้ยงหมาให้ติดบ้านดีกว่าครับ แต่ก็ต้องให้มันมีชีวิตเอ๊าท์ดอร์ด้วย โดยมีเราไปเป็นเพื่อนเสมอ

6) แต่ในบ้านก็เด๊ดได้นะ บางคนบอก โอ๊ย หมาฉันฉันเลี้ยงแบบอยู่ในรั้วรอบขอบชิดตลอด ไม่มีทางไปตายเยี่ยงหมากลางถนนหรอก โฮะโฮะ ... ยังไม่ทันได้ ‘โฮะ’ ที่สาม หันไปอีกที หมานอนตายอย่างสง่าอยู่กลางบ้านซะงั้น ด้วยเหตุที่บ้านดูราวกับค่ายกลสำนักหมื่นพิษ เต็มไปด้วยกับดักสังหาร ในครัวก็มียาเบื่อหนูวางเกลื่อน ในห้องรับแขกก็มียากันยุงชนิดเติมทิ้งกลิ้งระเกะระกะ แถมข้างนอกยังฉีดยาฆ่าหญ้าเพลินไปลงชามข้าวไอ้ตูบอีกต่างหาก ... ขนาดยุงยังตาย แล้วไอ้ตูบจะไปเหลืออะไร ...

7) อย่าเขียมค่ากับข้าว ทีตัวเองล่ะกินบุฟเฟต์โรงแรมหรูวันเว้นวัน แต่กับข้าวหมาอนาถาสุดๆ งกจนงงว่านี่ตกลงเลี้ยงหมาหรือเลี้ยงผีหมา ไม่กะให้กินเพื่อเติบโตกันเลยเรอะ อีกประเภทคือไม่งกแต่มักง่าย คนกินอะไรหมากินยังงั้นเป๊ะ พิซซ่า พาสต้า ข้าวมันไก่ โดนัท ... จะพากันอายุสั้นทั้งคนทั้งหมา ... ลงทุนนิดนึงครับเพื่อสุนัขอันเป็นที่รักของเรา อาหารสำหรับหมาโดยเฉพาะย่อมดีกับหมาที่สุด เพราะเขาคำนวณมาแล้วว่าหมาต้องการอะไรบ้าง บางคนเห็นราคาอาหารหมาร้องกรี๊ด โอ๊ย แพงม๊าก รับไม่ได้ โธ่ ราคาไม่ได้แพงไปกว่าก๋วยเตี๋ยวเท่าไหร่เลยเจ๊ งั้นเจ๊เปลี่ยนไปเลี้ยงแบบว่า กบ ดีไหม ให้มันหาแมงวันแมงหวี่กินเองตามยถากรรม เงินทองไม่ต้องเสีย

8) อั๊พ แอ้นด์ ด๋าวน์ สิ่งมีชีวิตย่อมต้องการการออกกำลังกาย หมาที่ถูกจองจำเยี่ยงหมาทาส ผูกไว้กับขาโต๊ะตลอดเวลานั้นรับรองว่าตายเร็วกว่าหมาแด๊ะแด๋แถไปแถมาแน่นอนครับ คุณเจ้าของควรปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่าง ถ้าได้แต่ชี้มือไปข้างนอก ไป๊ โจอี้ อย่าเอาแต่นอนขี้เกียจ ไปวิ่งเล่นข้างนอกไป๊ แต่คนพูดนอนเกยตื้นอยู่กะโซฟาหน้าทีวี มือนึงส่งพิซซ่าใส่ปาก แบบนี้ล่ะระวังหมาจะเชื่อฟังมากเลย

9) ชับชับชับ หมาที่ตอนแล้วมักมีแนวโน้มจะสุขภาพดีกว่า และอยู่นานกว่า เพราะมันคือการเอาอวัยวะที่อาจกลายเป็นปัญหาในภายหลัง ไม่ว่าจะอักเสบ ติดเชื้อ เนื้องอก ฯลฯ ต่างๆ ออกไปซะนั่นเอง
แต่อย่างไรก็ตาม เสียงทางอีกฟากหนึ่งก็บอกว่า การทำหมันแบบเก่าก็อาจมีข้อเสียอยู่เหมือนกัน เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่า 'ไข่ไป-ไขมันมา' ไงครับ อ้วนปั้ก เพราะเขาว่าหมาโดยเฉพาะตัวผู้เนี่ยพอมันไม่มีน้องอัณต๊ะไว้ผลิตฮอร์โมน มันก็จะหมดชีวิตชีวา สุขภาพก็จะไม่ดี เข้าข่ายกระทำทารุณกรรมสัตว์อย่างหนึ่ง ดังนั้น จากเมื่อก่อนที่น้องหมาฝ่ายชายต้องโดนทำหมันโดยการหั่นไข่ทิ้งทั้งพวง ก็จะเหลือแค่หั่นท่อน้ำเชื้อ ส่วนน้องหมาฝ่ายหญิงก็จะถูกเอาแค่มดลูกออก ไม่ใช่ควักกันออกมาทั้งรังไข่อีกต่อไป
ตอนน่ะดี แต่จะตอนแบบไหน ปรึกษาสัตวแพทย์ใกล้บ้านท่าน แล้วตัดสินใจเอาเองโลดครับ

10) หมาบ้าอายุสั้น บ้าในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคกลัวน้ำ น้ำลายแตกฟองฟ่อดๆ แต่หมายถึงสภาพจิตของหมาต่างหาก ต่อให้ทำครบหมดสิ้นข้อหนึ่งถึงเก้า แต่ตะคอกหมาทุกวี่วัน ไม่เคยยิ้มหัว ไม่เคยเล่นด้วย แบบนี้หมาก็เก็บกดนะ เพราะหมาต้องการการเล่นครับ ไม่ว่าจะแก่แค่ไหนก็อยากเล่น หาเกม หาของเล่น หาทริคใหม่ๆ ฝึกเขาอยู่เสมอ หมาจะได้ฉลาดและสุขภาพจิตดี อายุยืนหมื่นปีเป็นฮ่องเต้จีน

ถึงไม่อมตะก็ใกล้เคียงแล้วล่ะเนาะ


 
edit @ 2005/07/29 16:42:40

ป่วยไปห้าวัน เซ็งจริงๆ ทอนซิลอักเสบ โรคประจำตัว กลืนน้ำลายทีเหมือนมีใครเอามีดปาดคอ

ภาษาพ่อง ภาษาแม่ง
ได้ยินภาษาไทยของเด็กสมัยนี้แล้วปวดหัว แต่อันที่จริง แค่ได้เห็นก็สามารถปวดหัวได้เหมือนกัน เช่น เด๋วก่อง (เดี๋ยวก่อน) เปงงายม่าง (เป็นไงมั่ง) ประมาณว่า พยายามจะใส่ความน่ารักลงไปในสำเนียงเสียงพูด ... น่ารักกว่าตรงไหนเนี่ย ... เห็นรูปคำแล้วชวนให้เข้าใจไปว่าคนพูดมันต้องเป็นดาวน์ซินโดรมชัดๆ ... มันต้องปากแหว่งเพดานโหว่แน่ๆ ...

ยิ่งพอเอามาใช้เป็นพืดติดกันในรูปประโยคยิ่งมึนตึ้บ ภาษาที่ใช้โพสท์หากันในเน็ทเป็นตัวอย่างที่ชัดมาก
“เราชื่อแตงเมค่ะคัยเปงทอมคุยกานด้ายนะค่ะ แอดเมวเรามาเยอะๆๆนะ”
อ่านตั้งนานถึงรู้ว่ามันคือ ‘เราชื่อแตงแมค่ะ ใครเป็นทอมคุยกันได้นะคะ แอ๊ดเมลเรามาเยอะๆ นะ’ ... แค่เนี้ยน้องแตงเมเขียนไม่ได้ น้องแตงเมเลยกลายเป็นทอม (หรือดี้) ปากเบี้ยวปัญญาอ่อนไปเลยโดยอัติโนมัติ เป็นอะไรเหรออยากรู้จริงๆ เขียนถูกๆ แล้วมันจะน่าเอ็นดูน้อยไปกว่าเวอร์ชั่นปากเบี้ยวหรือยังไงไม่ทราบ

โอ๊ย ผู้ชายก็ไม่แพ้กันหรอกน้องเอ๊ย
“รู้ตัวว่าหน้ารักก็เข้ามาให้ผมรัก” นี่คือหัวข้อกระทู้หาคู่ของไอ้หนุ่มคนหนึ่ง ดูมันสะกดคำว่าน่ารักดิ ... ‘น่ารัก’ กลายเป็น ‘หน้ารัก’ ซะยังงี้ จึ่งทำให้คนเขียน 'หน้าโง่' ไปได้ในทันทีซะยังงั้น

ข้อความตอบกระทู้เดียวกันนี้เขียนว่า
“เรายอมรับว่าเราน่ารัก แต่จะหั้ยนายรักคงม่ายไหวเพราะนายคงหล่อเกินปัย (คำที่เราพูดมาทั้งหมดม่ายเปงความจิง)”
สะกดคำว่า ‘น่ารัก’ ถูกคำเดียว คำอื่นวิปริตผิดไวยากรณ์พินาศสันตะโรหมด

อีกข้อความนึงหนักกว่าครับ
“เราว่าเทอร์คงจะมีแฟนเยอะมากกกกกกกกกกกกเลยสินะเนี่ย”
จะ ‘เธอ’ ธรรมดาๆ ก็ไม่ได้นะ ต้อง ‘เทอร์’ มันถึงจะหวือหวา ลูกครึ่งมากๆ

ขอนำเสนอข้อความชนะเลิศ
“กูชื่อไอซ์ ใครอยากโทรมาเล่าอะไรให้ฟัง หรือโทมาเปลืองตังเล่น หรือโทมาประทะคารม ก้อโทมา สวย ซ่าส์ น่ารัก กู น้องไอซ์ 01-616XXXX เปิด24ชั่วโมงค้ะ บ้ายบายจ้า … สาดดดดดดดดด …”
อ่านดูแล้วผมมั่นใจทีเดียวว่าน้องไอซ์จะต้องเป็นประเภทคุ้มดีคุ้มร้ายแหงๆ เริ่มด้วยมาดถ่อยๆ ตามด้วยคารมอ่อนหวาน แล้ววกกลับมาแจกสัตว์เลี้ยงตบท้าย ... อา ... โรงพยาบาลบ้ามีอินเตอร์เน็ทให้คนไข้เล่นด้วยรึนี่

สุดท้าย อันนี้ก็โรคจิตไม่แพ้อีน้องไอซ์เมื่อสักครู่
“สาวัดดีคะเราอยากคุยกับเธอด้ายหมัยค่ะ! เราชื่อ กิ๊ก อายุ 17 ปี เรียนที่ เทคโนโลยีกรุงธน คะ บ้านอยู่ แถว เซ็นทรัล พระราม 2 เธอชื่ออาราย! เรียนที่หนัย! อายุเท่าไรค่ะ! บ้านอยู่ที่หนัยค่ะ!”
ประการแรก ในชีวิตอันแสนเศร้าของกิ๊กนั้น กิ๊กช่างสับสนกับเรื่องของหางเสียงมากๆ เหมือนเป็นหุ่นยนต์ที่เขาโปรแกรมมาผิดน่ะ คือตรงไหนที่ควรจะ ‘คะ’ เธอก็ ‘ค่ะ’ ตรงไหนควรจะ ‘ค่ะ’ เธอก็เจ๋อไป ‘คะ’ ซะยังงั้น

ประการที่สอง กิ๊กจะตื่นเต้นเร้าใจไปไหนจ๊ะ? กิ๊กไม่รู้หรือว่าเมื่อไหร่ที่กิ๊ก ! น่ะกิ๊กต้องตื่นเต้น! แล้วการถามอายุโรงเรียนบ้านช่องน่ะมันตื่นเต้นอันตรายตรงไหนหา? เครื่องหมายตกกะใจน่ะเขาเอาไว้สื่อถึงอารมณ์กระแทกกระทั้นรุนแรง แต่นี่เธอใช้เล่นอย่างฟุ่มเฟือยสิ้นดี ... มีความรู้สึกเหมือนแบบว่า ปากก็ถามขณะที่มือก็ตีฉาบไปด้วย ... เรียนที่หนัย! (ผ่าง!) อายุเท่าไหร่ค่ะ! (ผ่าง!!) บ้านอยู่ที่หนัยค่ะ! (ผ่าง!!!) แม่งกูว่าบ้านมันต้องเป็นโรงงิ้วเก่าแหงแซะ ... อีกหนึ่งจุดที่น่าอัศจรรย์มากๆ ก็คือ สามารถพูดลิ้นแบๆ (ความรู้สึกจากรูปคำ) ว่า เธอชื่ออาราย แล้วยัง (ผ่าง!!!) ได้อี๊ก ดู๊ ดู ... เก่งกาจแท้ๆ

ปวดหัวว่ะ จบดีก่า (ผ่างๆๆๆๆๆๆ!!!!!!!)

ดูหนัง
ไปได้หนังฝรั่งเศสมาเรื่องนึง ที่ซื้อนี่เพราะชื่อเลยนะเนี่ย Sex is Comedy กะว่าต้องมีฉากโป๊แน่ๆ ของโปรด ซะจริงๆ เรย แหม


เป็นเรื่องของผู้กำกับหญิงคนหนึ่งที่ต้องเท้าฮิ้งอย่างหนัก (ภาษาจีนแปลว่าปวดกบาล) กับนางเอกและพระเอกของเธอที่เกลียดขี้หน้ากันหยั่งก๊ะอะไรดี แต่ดั๊น ... ต้องมาเล่นเลิฟซีนด้วยกัน เธอจะกล่อมอย่างไรให้ทั้งคู่ทำงานด้วยกันได้ ในชุดวันเกิด!

หมายเหตุ ตอนแรกนางเอกเล่นแข็งยังก๊ะสาก แต่พอถึงเลิฟซีนปุ๊บ โอ๊ยเธอเล่นดีม๊ากกกขึ้นมาในบัดดล เอ๊า อีนี่ ไปเล่นหนังโป๊อย่างเดียวดีมั้ย (แต่นางเอกสวยจริงขอบอก ค๊าวขาว แต่แอบขนแดงเล็กน้อย เหอเหอ)

หมายเหตุ #2 เห็นจู๋พระเอกด้วยล่ะเออ แต่ตามท้องเรื่องเขาว่าเป็นจู๋ปลอมที่แบบว่า ทำขึ้นมาเอาไว้ถ่ายหนัง

ไปหามาดูด่วนครับท่านผู้โชม

ฟังเพลง
ระยะนี้เป็นช่วงของชีวิตที่ฟังเพลงน้อยที่สุด เบื่อ เบื่อเพลง เบื่อการจัดรายการ ไม่สนุก เกลียดโปรแกรม RCS ที่มันเลือกเพลงให้หมดเลย กูไม่ต้องใช้หัวสมองอะไรทั้งสิ้น

อ่านหนังสือ
พอป่วยอยู่บ้านก็เลยได้อ่านหนังสือตรึม ขอ 'ยาด แนะนำเป็นตับ ดังนี้

ปลาที่ว่ายในสนามฟุตบอล : วินทร์ เลียววาริณ สุดยอด มีทั้งปรัชญา วิทยาศาตร์ ไซไฟฯ เอเลี่ยน ฯลฯ เต็มไปหมด เป็นนักเขียนที่ผมอยากยึดเป็นตัวอย่างในเรื่องความรอบรู้ และการประมวลความรู้นั้นเข้าด้วยกัน แล้วสังเคราะห์ออกมาเป็นสิ่งใหม่ที่ทั้งอ่านสนุก และได้มุมมองที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน หลายคนบอกอ่านยาก แต่พอดีเป็นเรื่องแนวที่ผมชอบด้วยมั้ง อ่านแล้วกรี๊ด

แฮรี่พ็อตเตอร์ ภาค 4 The Goblet of Fire : ในที่สุดก็อ่านจบ เป็นการอ่านรอบสอง ซึ่งรู้สึกว่า ยิ่งสนุกกว่ารอบแรกอีก ที่ไปขุดมาอ่านอีกเพราะเหตุผล 2 ข้อ หนึ่ง หนังกำลังจะออกฉายปลายปีนี้ และ สอง หนังสือเล่มที่ 6 กำลังจะออกวางกลางเดือนหน้า ผมชอบ Viktor Krum มากเลย เท่จิ๊บเป๋ง ใครอ่านแล้วอยากเห็นหน้าดาราที่จะมาสวมบทบาทในภาคนี้ ไปนี่เลย ผ่าง! (น่าน ผ่างยังตามมาอี๊ก) ใครชอบ Harry Potter มาคุยกันหน่อยดิ add MSN มาก็ได้คับ

มิเกะเนะโกะ โฮลมส์ แมวสามสียอดนักสืบ ตอนที่ 6 : โรงละครสยองขวัญ : สนุกเหมือนเดิม ชอบอารมณ์ขันของคุณ อาคากะวา จิโร จริงๆ ต้องชมคนแปลด้วย คุณ สมเกียรติ เชวงกิจวณิช เก่งจังเลย แปลได้เนียนมั่กๆ ตัวละครที่ผมชอบมากคือ อิชิสึ ขำดี อ้อ แต่ภาคนี้ผมเดาฆาตกรออกด้วยล่ะ โฮะโฮะ

TRUE LOVE : 'รักแท้' โดย Robert Fulghum หรือ Mr. Feel Good เล่มนี้ก็ดีเหมือนเดิม เคยซื้อเล่มนี้ให้แฟน พอเลิกกัน เขาส่งคืนมาแหละ แงแง

เรื่องเล่าสาวไซด์ไลน์ : สยิวกิ้วดีพอใช้ อินไซด์ถึงใจพอควร ของสำนักพิมพ์กิ๊กกะจิ๊บนี่แนวทางเขาชัดเจนดีจริงๆ

นอกนั้นก็มีอีกประมาณ 7 เล่มที่ตะกรุมตะกรามซื้อเก็บไว้ แต่ยังไม่มีเวลาอ่าน ตอนนี้กำลังเร่งเขียนต้นฉบับต่างๆ ให้ทั้งแมกกาซีนและสำนักพิมพ์ที่เขาจะเอาคอลัมน์ไปรวมเล่ม อึดตะปือมากๆ โดนเร่งสุดฤทธิ์ง่ะ



 
edit @ 2005/07/29 16:43:07