วิธีต้านไขมันอันเกิดจาก ‘ความรัก’ (Seventeen)
posted on 20 Jun 2005 02:47 by bickboon in workเชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘ความรักทำให้ตาบอด’ ใช่ไหมครับ ? แล้วเป็นไงล่ะ เชื่อกันบ้างไหม ไม่มี้ ยอมตาบอดกันทั้งนั้น โอ้คนเราช่างไม่กลัวความมืดกันซะเลย
โอเค ไม่ว่ากัน พวกคำสอนหรือสุภาษิตพังเพยบางอย่างมันก็โบราณเกินไป ไม่คลาสสิค ก็คงจะต้องมีเปลี่ยนกันบ้างตามยุคสมัยเป็นธรรมดา ... งั้นเปลี่ยนเป็นว่า ‘ความรักทำให้อ้วน’ ก็แล้วกัน
รับรองเลยว่าจะได้ยินเสียงเบรกเอี๊ยดมาจากทั่วทุกสารทิศ จากที่เคยปล่อยตัวปล่อยใจไปกับความรักอย่างไม่มียั้งคิด ก็จะมีชะงักกันเป็นแถว เนื่องจากสาวๆ นั้น ถ้าให้เลือกระหว่าง ... อ่า ... กินคางคกเป็นๆ กับ อ้วน พวกเธอจะยอมกินคางคกเสมอ
‘รักมากไป ไขมันเกาะ’ ไม่เชื่อเหรอครับ งั้นมาเลย เดี๋ยวจะแจกแจงให้ดู
มหาวิทยาลัย คอร์เนล ในสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษาวิจัยคู่แต่งงานทั้งหมด 1,980 คู่ เพื่อช่วยยืนยันสมมติฐานว่า ผู้หญิงนั้นมักผจญกับปัญหาน้ำหนักขึ้นหลังจากการแต่งงาน
ศาสตราจารย์ทางด้านจิตวิทยา เอดเวิร์ด แอบรามสัน (Edward Abramson) ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “Marriage Made Me Eat” ให้ความเห็นว่า เพศหญิงนั้นเมื่อรู้ตัวว่าเริ่มมีความสัมพันธ์แบบถาวร (Long-term Relationship) ความมุ่งมั่นที่จะพยายามรักษาหุ่นก็จะค่อยๆ เริ่มจางหายไป เนื่องจากพวกเธอสู้ ‘ผอมสวย’ จนได้ ‘ความรัก’ มาครอบครองแล้วเรียบร้อยนี่ ประมาณว่า Mission Accomplished ทีนี้ฉันก็จะปล่อยตัวล่ะนะ ... ง่ำๆๆ
ก็จริงอยู่ - มันคงจะเป็นความรู้สึกที่วิเศษเมื่อเราได้เรียนรู้ว่า ความรักนั้นทำให้เรื่องของรูปร่างและน้ำหนักไร้ซึ่งความหมาย จะผอมไปอ้วนไปอย่างไร ก็ยังมีเขาคนนี้ที่เห็นคุณค่าที่แท้จริงของเราเสมอ แต่ว่าขอประทานโทษ ไอ้ที่คิดแบบนี้ล่ะจะทำให้ไขมันเกาะรอบทิศอย่างไม่รู้ตัว แล้วก็คงไม่ต้องบอกใช่ไหมว่า อาการบวมมันเหล่านี้สามารถจะเป็นอุปสรรคต่อชีวิตรักได้อย่างไรบ้าง ไม่ได้ครับ เราต้องรู้เท่าทัน (ไข) มัน จะได้ป้องกันทันเวลา
และเหล่านี้ก็คือ แบบแผนพฤติกรรมอันเกิดจากความรัก ที่มักทำให้สาวๆ นั้น ‘เผาผลาญต่ำ-แต่นำเข้าแคลอรี่สูง’
ดินเนอร์แสนโรแมนติค กิจกรรมยอดฮิตของคนมีแฟนเลย ดินเนอร์กันสุดฤทธิ์ เมื่อก่อนล่ะงดข้าวเย็นกันเอวกิ่ว แต่พอมีความรัก ไม่ได้ฮ่ะ จะให้ไปเดทกันมื้อกลางวันแสกๆ มันจะโรแมนติคเรอะ มันต้องมื้อค่ำ เพราะตัวฉันนั้นจะดูสวยในแสงเทียนสลัวๆ ไงล่ะ ก่อนหน้านั้นอาจนำมาด้วยหนังรักซึ้งๆ สักเรื่อง มือหนึ่งก็เกาะกุมกันไว้ราวกับกลัวหาย ส่วนอีกมือหนึ่งก็ควักป๊อบคอร์นป้อนกันอย่างเพลิดเพลิน แล้วดินเนอร์นี่ก็จะกินน้ำเปล่าไม่ได้นะ ต้องกระแดะซดไวน์อีก จากนั้นอะไรต่อล่ะ อู๊ย ต้องตบท้ายด้วยช็อกโกเลตมูส ป้อนกันด้วยท่าทางเย้ายวนต่างๆ สัปดาห์หนึ่งเดทกันห้าวัน ก็คูณเข้าไปสิน้องจ๋า
แล้วโลกก็หมุนช้าลงเพื่อสองเรา สาวโสดอาจใช้เวลาว่างในการไปโยคะเอย แอโรบิกเอย หรือแม้แต่เดินช้อปปิ้ง ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยในการเผาผลาญเป็นอย่างดีทั้งสิ้น แต่พอมีแฟนปั๊บ ความรักก็ทำให้ทุกอย่างช้าลงทันที เขาเรียกว่า ‘Me time becomes We time’ จากที่เคยใช้เวลากับตัวเองและเพื่อนฝูง ก็ต้องปรับตารางและกิจกรรมทุกอย่างให้เป็น ‘สองเรา’ ไปโม้ด ที่เคยต้องไปฟิตเนสทุกวันก็กลายเป็นต้องไปดูหนัง (คือนั่งเฉยๆ) ดินเนอร์ (นั่งเฉยๆ แถมกินอีกต่างหาก) นอนนับดาว (สันหลังยาวเข้าไปอีก)
การใช้เวลากับแฟนนั้นมักจะเป็นอะไรที่สโลว์โมชั่นครับ เดินควงกันก็ต้องจับจูงกันไปช้าๆ เดี๋ยวๆ ก็นั่งซบกันอีกและ ทำตัวเหมือนมนุษย์ไร้กระดูกกันตลอดเวลา คือมันโรแมนติกกว่ากันไง ก็เข้าใจนะ ใครเขาจะมาจูบแก้มกันไปวิ่งร้อยเมตรกันไป เหนื่อยตายห่า เหงื่อก็ทะลัก เหม็นก็เหม็น
ติดนิสัยการกินของแฟนหนุ่ม เขาว่าคนรักกันหรืออยู่ด้วยกันมากๆ นี่มันจะสามารถดูดกลืนนิสัยกันได้นะครับ อย่างอื่นไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าไปกินตามผู้ชายเขา เราจะแย่เอานา เพราะผู้ชายมักต้องการ Calorie Intake สูงกว่าเนื่องจากมักต้องใช้พลังงานมากกว่า สิ่งที่ควรระวังคือ หนุ่มประเภท ‘รักต้องป้อน’ ครับ ... ที่รักจ๋า ชิมนี่สิ อร้ออยยอร่อย ... อีที่รักนี่ก็ตอบสนองตลอด กลัวแฟนไม่รัก อ้าปากงับพิซซ่าด้วยท่าทีที่คำนวณแล้วว่าเซ็กซี่ที่สุด
... ก็เพราะมัวแต่คำนวณเซ็กซี่จนลืมคำนวณแคลอรี่นี่แหละ ...
ความวาบหวิวทำให้หิวได้ อย่าขำครับอย่าขำ เรื่องนี้เรื่องจริง เมื่อคนเรามีรักก็มักมีความอ่อนไหวในอารมณ์สูง ไอ้ ‘อารมณ์สูง’ ที่ว่านี่แหละ ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ทางบวกหรือลบ เขาว่าจะสามารถทำให้เรากินเยอะกว่าปกติ
นักโภชนาการผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการ ‘กินดับอารมณ์’ (Emotional Eating) บอกว่า ความรู้สึกวาบหวิวว้าวุ่นใจที่เกิดจากการอินเลิฟนี่แหละตัวดีเลย เพราะจะทำให้คนเราเกิดอาการเครียด และมีคนจำนวนมากที่จะเครียดแล้วกิน แล้วคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้นหรือเปล่าเอ่ย ?
อ่านมาถึงตรงนี้ ตายแล้ว ว่ามากี่ข้อกูเป็นหมด ทำไงดี อย่ากระนั้นเลยครับ เรามารู้จักรับมือปัญหาเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีไปพร้อมๆ กับความรักความสัมพันธ์ที่ดีกันดีกว่า
แท็คติกที่จะช่วยในการสลายมันอันเกิดจากความรัก ได้แก่
หาเวลาว่างของตัวเองให้เจอ ถึงแม้ว่า Me Time จะกลายเป็น We Time ไปเสียเยอะเมื่อคนเราอินเลิฟ แต่อะไรจะตัวติดกันเป็นแฝดสยามตลอดเวลาล่ะ หาเวลาของคุณให้เจอสิครับ เช่น เมื่อที่รักของคุณต้องไปซ้อมบาสหลังเลิกเรียนก็ไม่ต้องนั่งเสนอหน้าเป็นกองเชียร์อยู่ร่ำไป ควงเพื่อนสาวของเราไปแอโรบิกเข้าสิ หรือเมื่อไหร่ที่มีเรียนไม่ตรงกัน ก็ไปเดินช้อปปิ้งเรียกเหงื่อซะหน่อยก็ได้ ไม่ต้องไปนั่งกระพือขนตาเฝ้าเขาอยู่หน้าห้องเลกเชอร์อยู่ได้ เข้าใจมะ
แน่วแน่กับเมนูของตัวเอง แทนที่จะไปกินตามเขา เราก็ชิงลงมือโจมตีเสียก่อน ปรับให้เขามากินตามเราซะเลยสิครับ
ผู้ชายส่วนใหญ่มักไม่ค่อยจุกจิกกับการกินแบบสุขภาพเท่ากับผู้หญิงอยู่แล้ว คำว่าโลว์แฟตน่ะรู้จักไหม ไม่รู้ร้อก นึกอยากจะโซ้ยอะไรพ่อก็โซ้ย ถือซะว่าเป็นการให้ความรู้กับหนุ่มๆ ของคุณด้วย เวลาไปกินด้วยกันเนี่ย อย่าปล่อยให้เขาสั่งอาหารให้ขณะที่เรานั่งบิดไปมา ‘ค่ะ อะไรก็กินได้ค่ะ’ ไม่ด๊าายย ... ต้องสั่งอาหารด้วยตัวเอง แล้วช่วยดูแลแฟนหนุ่มให้กินอาหารดีๆ ด้วยถึงจะเรียกว่ารักกันจริง
แต่อันนี้ต้องระวังนะครับ แรกๆ ก็อย่าเพิ่งบ้าเลือดนัก ช่วงข้าวใหม่ปลามันก็ข้าวมันไก่กันไปก่อนก็ได้ ไม่ใช่ว่าแค่เดทแรกก็ไปเจ้ากี้เจ้าการบังคับให้เขากระเดือกข้าวกล้องเสียแล้ว นั่นมันก็เกินไป ผู้ชายจะขวัญหนีดีฝ่อกันสิ้น ลูกผู้หญิงก็ต้องยืดได้หดได้เหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องการกิน ตักเค้กป้อนกันกระจุ๋งกระจิ๋งอยู่สองสามเดทเอากำลังหวานชื่นพอประมาณ แต่จากนั้นก็ต้องรู้จักหันมาป้อนโยเกิร์ตกันบ้างล่ะ
ระบายอารมณ์และความรู้สึกอย่างถูกต้อง เวลามีความรักมันเลี่ยงไม่ได้หรอกครับไอ้เรื่อง กระเง้ากระงอดงอนกัน หึงกัน ทะเลาะกัน แต่ท่องไว้เลยว่า อย่าไปลงกับอาหารเด็ดขาด ไม่ใช่งอนกันปั๊บกินเอแคลร์ปุ๊บ ทะเลาะกันปั๊บกินเค้กไอติมปุ๊บ หึงกันห้าครั้งน้ำหนักขึ้นห้ากิโลอะไรอย่างนี้ หาวิธีจัดการกับอารมณ์ตัวเองแบบอื่นสิน้องเอ๋ย เช่น จากปกติให้เขาขับรถไปส่งทุกวัน พองอนกันปั๊บเดินกลับบ้านเอง ... แน่ะ แอบเผาผลาญ ... หรือว่าพอโมโหหึงปึ๊บ ก็วิ่งเข้าโรงยิมไปรัวพั๊นชิ่งบอลทันทีด้วยความที่เป็นสมาชิกชมรมมวยหญิงของมหาวิทยาลัย อ้ะ ถือโอกาสเผาผลาญอีกแล้ว ...
หรือวิธีที่เป็นสากลที่ซู้ดก็คือ พอทะเลาะกับแฟนต้อง Shopping Therapy ทันที นั่นคือบำบัดโดยการช้อปฯ (ช้อปฯ ออนไลน์ไม่นับนะครับเพราะมันคือการนั่งทับตูดตัวเองอยู่กับที่เฉยๆ ไม่ได้ประโยชน์อะไร กรุณาช็อปฯ ด้วยวิธีดั้งเดิมนั่นคือ เดินๆๆๆ แบกถุงๆๆๆ - อ้อ ดี งานนี้ไม่มีแฟนช่วยเดินถือของอีกต่างหากเพราะทะเลาะกันอยู่) แต่วิธีนี้นะวังจนนะฮะ ขอแนะนำให้ช้อปฯ ของ On Sale หรือของ Used เท่านั้น
หรือ ถ้าหดหู่เกินกว่าจะเคลื่อนไหวร่างกายใดๆ ใช้วิธีระบายกับไดอารี่ก็ดีนะครับ มีอะไรก็เขียนมันลงไปบนกระดาษ เทความรู้สึกออกมาข้างนอก อย่ายัดมันลงไปข้างในพร้อมกับจั๊งค์ฟู้ดเด็ดขาด
จับมือไว้ แล้วไปวิ่งกัน วิธีนี้จะดีมากโดยเฉพาะกรณีที่ชายหนุ่มของคุณเองก็ชักจะมันปลิ้นเหมือนกัน ต้องช่วยกันครับงานนี้ เช่น ลากกันไปออกกำลังกาย
ไหนมาคุยกันซิว่าชอบเล่นกีฬาอะไรเหมือนกันมั่งก็พากันไปเล่นซะ (แนะนำกีฬาประเภทแข่งขันเช่น สควอช เพื่อเพิ่มความสนุกสนาน หรือถ้ารู้ตัวว่าจะตบกันตายเพราะเป็นคนบ้าเอาชนะและไม่ยอมแพ้กันทั้งคู่ ก็แนะนำเป็นกีฬาที่เล่นไปด้วยกันแบบไม่ต้องแข่งกัน เช่น ฟิตเนส)
หรือแทนที่จะไปกินข้าวนอกบ้านกันทุกวันก็หาตำราอาหารสุขภาพมาลองทำกินกันเองที่บ้านดูมั่งก็น่าสนุกดี
จากที่เคยแต่เดินจูงมือ ก็ไปเดินจูงหมากันก็มั่งก็ได้ เอาจานร่อนไปเล่นกับเจ้าบ๊อกในสวนสาธารณะ ก็ดูเป็นกิจกรรมแบบคู่ร๊ากคู่รักที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้ดีเหมือนกัน
พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสครับ เพราะเมื่อมาลองคิดดูแล้ว สองแรงย่อมแข็งขันกว่าหนึ่งเดียวเหี่ยวแห้ง
ถือโอกาสไดเอ็ทโดยมีความรักเป็นเดิมพัน
ไม่มีแรงบันดาลใจอะไรจะดีไปกว่านี้อีกแล้ว !
edit @ 2005/07/29 16:43:30
