posted on 29 Aug 2008 01:41 by bickboon in life
เรื่องเกี่ยวกับแท็กซี่มาอีกแล้ว
ทำไมชีวิตผมมี theme น้อยจังช่วงนี้ T_T
วนเล่าอยู่ไม่กี่อย่าง
ไม่เรื่องที่เจอในแท็กซี่ ก็เรื่องงาน
ไม่ก็เรื่องฝัน
ความหลากหลายในชีวิตช่างต่ำเตี้ย T_T
วันนี้โบกแท็กซี่ไปทำงาน เพราะสายแล้ว (แอซ ยู้ช่วล)
แล้วผมจะเป็นคนชอบสวัสดีแท็กซี่ครับ กล่าวคือ
พอเปิดประตูเข้าไปนั่ง ก็จะ "สวัสดีครับ" ก่อน
ผมรู้สึกเป็นสิ่งที่ควรทำนะ
แล้วทีนี้ ส่วนใหญ่เขาก็จะงงว่าผมสวัสดีเขาทำไม ก็จะอึ้งๆ ไป
แต่วันนี้ ลุงแท็กซี่พูดสวัสดีพร้อมผมเลย รู้สึกเขาน่ารัก
เลยประทับใจตั้งแต่แรกพบ
ลุงเป็นคนยิ้มแย้ม ทั้งที่อากาศร้อนน่าหงุดหงิด
"เอกมัยซอย 10 ครับ"
"ครับผม" ลุงรับคำร่าเริง
"ลุงจะไปทางไหนดีครับ" อันนี้ผมถามเป็นปกติ
เนื่องจากออฟฟิศผมมันไปได้หลายทางอยู่
"รัชดาไหมครับ" ลุงตอบ
"ดีครับลุง" ผมเห็นด้วย "ไปทางรัชดาแล้วก็..."
"อ๋อ ครับๆ ทราบครับ" ลุงร่าเริง
"ครับ แล้วก็ไปโผล่ตรง..."
"ครับ ครับ" ลุงร่าเริงอีก
เห็นดังนั้นแล้ว ผมจึงเปิดเพลงฟัง แล้วเอนหลังนั่งสบายอย่างวางใจ
ซักแป๊บ...
"ลู้งงงง!!!!!" ผมผวาเสียงหลง "เลยแล้วครับ เลยแล้วๆๆ"
ลุงปาด ฟ้าวววว จากเลนขวาสุดมาซ้ายสุด
แล้วทิ่มตัวออก exit ที่เกือบพลาดไปอย่างฉิวเฉียด
"แหะๆๆ" ลุงยังร่าเริง "ตกใจหมดเลย"
"เอ๊า ผมนึกว่าเราจะออกรัชดาไม่ใช่เหรอครับ"
เสียงใจผมเต้นโครมๆ คลอไปกับเสียง ปี๊นนนนน ยาวของรถ 2-3 คันที่ลุงปาดมาสดๆ
"ข้างหน้าก็เข้าได้ครับคุณ แหม" ลุงตอบอย่างร่าเริง
"ข้างหน้าพ่อลุงสิครับ" อันนี้ผมพูดในใจ
ทางนี้ผมมาทุกวันเฟ้ย ถ้าเลยตรงนี้ไปแล้วเนี่ย นู่นนน เลยครับ
มันจะไปออกอีกทีคือเซ็นทรัลลาดพร้าวเหอะ
ซักแป๊บ...
"ลู้งงงง!!!!!" ผมผวาเสียงหลงอะเกน "เลยแล้วครับ เลยแล้วๆๆ"
ลุงปาด ฟ้าวววว จากเลนขวาสุดมาซ้ายสุดอะเกน
แล้วทิ่มตัวออก exit ที่เกือบพลาดไปอย่างฉิวเฉียดอะเกน
(3 บรรทัดที่ผ่านมาก๊อปแปะล้วนๆ เพียงเพิ่มคำว่า 'อะเกน' ลงไป)
"ผมนึกว่าลุงรู้แล้วว่าออกตรงนี้"
"แหะๆๆ" ลุงร่าเริงอีก "ลุงว่าจะไปออกเพชรบุรี ก็แหม เหมือนก๊าน" ลุงทำเสียงใจดี
เหมือนกันพ่อลุงสิครับ "ติดตายชักสิครับลุง!!! มีไฟแดงเป็นสิบ..."
"อ้าวเหรอ แหะๆๆ" ลุงร่าเริงไม่หยุดหย่อน
ซักแป๊บ...
"ลูงงงง" ผมเรียกลุงด้วยน้ำเสียงระอามหาศาล
"ไม่ใช่ตรงนี้ครับลูงงงงงงง ออกตรงนี้มันวนกลับไปโผล่ อสมท. ครับลูงงงงง"
"อ้าว แหะๆๆ ไม่ใช่หรอกเหรอ" ลุงยิ้มแย้ม
"ไปออกศูนย์วิจัยเหนือซีครับลูงงงงง ไม่เจอไฟแดงซักกะแอะ"
"อ้อๆ ฮ่าๆๆๆ" ลุงร่าเริงไม่เลิกรา
"........"
"แหะๆ... แหะๆๆ..."
"........"
"...ไปทางไหนนะ?..."
เกลียดลุงไม่ลง แต่ก็อยากเกลียดลุง
ที่สุดเลยลงเอยด้วยการเกลียดตัวเอง ที่เกลียดลุงไม่ลง
ลุงนั้นเปรียบไปก็เหมือนทุ่งดอกแดฟโฟดิลเหลืองอร่ามงามตา
เมื่อลมพัดมา มวลดอกไม้ก็ไหวเอนซ้ายขวา
ราวกับกำลังโบกมือเรียกให้เราเข้าไปวิ่งเล่น
แต่ปรากฏว่า อีห่า ข้างในทุ่งดอกไม้เต็มไปด้วยกับระเบิด
ในชีวิตเจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันนะครับ แบบ
หน้าหนังสวยงาม แต่ข้างในเมือกมาก กลากเกลื้อนมาก ยังผลให้-
หนึ่ง เสียอารมณ์เป็นที่สุด และ
สอง มันทำให้เราวางใจ และไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับปัญหา
ยังงี้สู้เจออะไรที่ดูน่าสะพรึงกลัวจนทำให้เราไข่หดตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แต่พอลองเข้าไปสัมผัส เอ๊ะ ไม่แย่อย่างที่คิดนี่นา
ยังงี้ดีกว่าอีก
แต่ก็นั่นล่ะครับ
ชีวิตอะ
มันไม่ยอมให้เราตั้งตัวหรอก
ไม่งั้นมันจะไปสนุกตรงไหน
posted on 18 Jun 2008 02:25 by bickboon in life
เมื่อวานทำตัวก๋ากั่นมาก
เย้ยสังคมก็ว่า
คือช่วงนี้พอดีผมเป็นโรคต่อต้านการทำในสิ่งที่ถูกที่ควร --> ท้าวความ
ขึ้นบันได BTS หูก็ฟังเพลง ก้มหน้าก้มตาเดินดุ่มๆ
เงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็เห็นคนยืนระเกะระกะเต็มไปหมด
ข้อสันนิษฐานที่ 1 นึกว่าเขาเข้าคิวซื้อตั๋วกัน
เฮ้ย ไม่ใช่ว่ะ ทุกคนยืนนิ่งหมดเลย
ข้อสันนิษฐานที่ 2 เฮ้ย หรือกูจะมีพลังหยุดเวลา
ไม่ใช่ครับ เท่าที่จำได้ผมไม่ใช่โปรเฟสเซอร์ Xavier จาก X-Men แน่ๆ
ข้อสันนิษฐานที่ 3 อ๊ะ เขามา Freeze กันป่าวเนี่ย!!!
บางคนคงนึกออกแล้วซีนะครับว่าที่จริงมันคืออะไร
ใช่แล้ว..... มันเป็นเวลา 6 โมงเย็น
เขายืนเคารพธงชาติกันเ ว้ ย !
ผมลืมธรรมเนียมปฏิบัตินี้ไปเสียสนิท
โห กว่าจะนึกออก
เป็นคนอื่นเขาคงนึกออกเป็นข้อแรกแล้ว
แต่เรื่องยืนเคารพธงชาติสำหรับผมอะ
มาหลังความเป็นไปได้ของพลังหยุดเวลาอีกแหละ เท่จริงๆ
อะ ทีนี้...
มาหยุดยืนคาราโอเกะเพลงชาติกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ต่อหน้าคนที่กำลังเป็นโรคต่อต้านสังคมอย่างผมแบบนี้
......ก็สวยน่ะสิครับ......
กู เ ดิ น เ ล ย ย ย ย ย
เ ดิ น ท อ ด น่ อ ง ล อ ย ห น้ า นิ่ ง เ ล ย ย ย ย ย
ด้วยความที่ผมฟังเพลงอยู่ มันก็ไม่ได้ยินเพลงชาติ
เลยยิ่งไม่รู้สึกอยากหยุดยืนหนักเข้าไปอีก
ผมเดินผ่านผู้คนมากมายที่กำลังยืนนิ่งแล้วสังเกตสีหน้าของพวกเขา
ทุกคนมองตามผมด้วยความสงสัย
บางคนแสดงสีหน้าไม่พอใจ
บางคนทำท่าอึดอัด
ผมรู้สึกเหมือนเป็นแชมป์แปะแข็งที่แบบว่า
วิ่งแปะทุกคนได้หมดทั้งสถานี BTS สำเร็จ
แล้วกำลังจะขึ้นรถไฟหนีไปอย่างลอยนวล
ในขณะที่ทุกคนกำลังเป็นอัมพาต
ผมแอบนึกจินตนาการไปว่า
อาจมีบางคนรีบรี่เข้าไปตั้งกระทู้ในพันทิปด้วยความโกรธแค้น
"เจอไอ้อ้วนหนวดคนนึงไม่ยอมหยุดยืนเคารพธงชาติ!!!
ทำไมถึงได้ชั่วช้าเช่นนี้ พวกเรามาโพสต์ด่ามันกันเถอะ!!!
ทั้งอ้วนทั้งไม่รักชาติแบบนี้ แม่งหนักแผ่นดินคูณสอง!!!"
หมายเหตุของคนอ้วนชั่ว:
ไม่ได้บอกให้ทำตามนะครับ และผมก็ไม่ได้บอกว่าที่ผมทำมันถูกหรือผิด
คิดเอง ตัดสินใจเอง ทำเอง เลือกเองกันเถิด เพื่อนมนุษย์ทั้งหลายของข้าพเจ้าเอ๋ย
posted on 16 Jun 2008 03:01 by bickboon in life
ไม่ไหวแล้ว รู้สึก empty และ passionless อย่างสูง
(passionless [adj.] ไร้อารมณ์,ไม่มีความกระตือรือร้น,ไม่เกิดการสะเทือนอารมณ์
กูก็แอบสอนภาษาตลอดเวลา, ขอบคุณ longdo ครับ)
ผมไม่ได้ depressed นะ
(depressed [adj.] เศร้าสลด, หดหู่, ห่อเหี่ยว,
หมดกำลังใจ, สิ้นหวัง, ไร้ความสุข, unhappy, hopeless)
ช่วงนั้น มันผ่านไปแล้ว ไม่ได้เศร้าแล้ว
แต่ตอนนี้ joy ในชีวิตหายไปชั่วขณะ
ข้างในมัน หวิว โหวง เป็นโพรงกลวง
(ซึ่งคิดว่าคงเป็นโพรงที่ใหญ่ประมาณเพลนนารี่ฮอลล์)
อะไรที่ควรจะยินดีก็ไม่ยินดี
อะไรที่ควรจะตื่นเต้นก็ไม่ตื่นเต้น
อะไรที่ควรจะทำก็ไม่อยากทำ
ซึ่งอันหลังนี่ก่อให้เกิดทุกข์พอสมควร เนื่องจากงานเข้ามากมายทะลักทลาย
ซึ่งทุกอย่างต้องดำเนินไป ทั้งๆ ที่สิ่งที่อยากทำที่สุดในเวลานี้
คือการไปนั่งเฉยๆ ริมทะเลซักเดือนนึง
ผมคิดถึงทะเล
เมื่อก่อนไปทะเลตลอดเวลา
แต่ไปหลงเสน่ห์เชียงใหม่อยู่หลายปี
ลืมทะเลเพื่อนเก่าไปเสียสนิท
เพื่อนเก่าแสนดี ที่คอยปลอบให้ผมหายเศร้า
เพื่อนเก่าที่ช่วยคลี่คลายความวุ่นวายในจิตใจได้เสมอ
ผมหมางเมินเขาไปได้ยังไงตั้งนาน
ผมจะทำยังไงดีเพื่อเรียก passion และ joy ในชีวิตกลับคืนมา?

นอกจากโรคหวิวโหวงแล้ว
อีกโรคที่เป็นคือเป็นโรคสะอิดสะเอียนความดีงามครับ
ฟังดูเหี้ยนิดหน่อย แต่มันเป็นความจริง
เวลาได้ยินผู้ใหญ่สอนให้เด็กเป็นคนดีแล้วผมจะอ้วก!
เวลาได้ยินคนพูดว่าเราต้องพยายามรักษาวัฒนธรรมดีๆ เอาไว้แล้วผมจะอ้วก!!
เวลาได้ยินในหนังพูดว่าเราต้องทำเพื่อส่วนรวมแล้วผมจะอ้วก!!!
มานั่งวิเคราะห์แล้ว ผมคงไมได้เกลียดความดีงาม per se
(per se อ่านว่า เพอร์ เซ แปลว่า ...โดยตัวของมันเอง,ในเนื้อแท้
ผมหมายความว่า ผมไม่ได้เกลียดตัวความดีงามโดยตรง
แต่คงมีปัจจัยอะไรอย่างอื่นมากกว่า ที่กำลังจะขยายต่อไป...
ฮู้ย สอนศัพท์ภาษาอังกฤษตลอดเวลา กูจะอ้วก)
แต่ผมคลื่นไส้วิธีการสอนหรือคำพูดที่ว่างเปล่าแบบสักแต่พูดมากกว่า
แบบ นักเรียนขา เด็กดีต้องเป็นยังไงคะ
อีนักเรียนแม่งก็จะท่องปาวๆๆ อย่างที่อีครูนั่นแหละเป็นคนบอกให้ท่อง
อย่างที่รู้ว่าตอบแบบนี้แล้วครูจะชม และจะเป็นที่รัก
ทั้งที่ไม่รู้ห่าอะไรเลยเกี่ยวกับความหมายของการเป็น "เด็กดี"... เป็นต้น
ของพวกนี้ ทำให้ผมสะอิดสะเอียนมากเป็นพิเศษในช่วงนี้
ราวกับผมกำลังตั้งท้องกับปีศาจร้าย
จึงทำให้ผมคลื่นเหียนทุกครั้งที่ได้กลิ่น "ความดี" ทั้งหลาย

ผมเลิกสูบบุหรี่มา 10 ปี
ระหว่างนั้นไม่เคยนึกอยากสูบเลย
ตอนเลิกผมหักดิบ เลิกปุ๊บคือเลิกปั๊บ
แม้จะนั่งอยู่ในวงที่ทุกคนสูบบุหรี่ ผมก็ไม่นึกอยากสูบ
แต่สัปดาห์ที่ผ่านมา จู่ๆ ผมก็รู้สึกอยากสูบบุหรี่ขึ้นมาอย่างหนัก!
กำลังคิดว่า อาจเป็นเพราะผลพวงของโรคสะอิดสะเอียนความดีงามที่ว่ารึเปล่า
ที่ทำให้ร่างกายและจิตใจต่อต้าน
All the goodness in the world
และอยากทำสิ่งเลวทรามเพื่อประท้วง (อะไรก็ไม่รู้) ขึ้นมาซะเฉยๆ
หรือมันคือ midlife crisis ในรูปแบบหนึ่ง?
พูดถึงคำว่า midlife หลายคนจะนึกถึงอายุประมาณ 50
ซึ่งเอาเข้าจริงคนเราอยู่ถึง 100 นี่ไม่มากนะ
ซัก 70-80 ก็ตายกันแล้ว
และถ้าคนเราจะตายซัก (อะ เฉลี่ยๆ) 75
ครึ่งชีวิตก็จะอยู่ที่ 37.5 ปีนี่เอง
ครึ่งชีวิตของผมอยู่ห่างออกไปอีกแค่ประมาณ 1 ปี 9 เดือนเท่านั้น
ผมเป็นผู้ชายที่ไม่แยแสกับอายุเท่าไหร่
ใครถามอายุ ผมก็บอก ไม่เคยโกหก ไม่รู้สึกนึกอาย
ช่วงผ่านวัย 30 ผมก็เฉยมาก
ช่วงผ่านวัย 35 ผมก็เฉยอีก
ตอนนี้ หลักไมล์เบื้องหน้าคือ 40
กำลังพยากรณ์ความรู้สึกของตัวเองอยู่ว่า
เมื่อถึงเวลานั้น ผมจะสติแตกเหมือนที่คนอื่นเขาเป็นตอนผ่าน 30 กันไหม?
หนังสือที่ผมเคยแปลเอาไว้ 'Turning 30' พูดเอาไว้ว่า
ในชีวิตเรามีมาตรวัดความสำเร็จแบบมาตรฐานอยู่ที่ 2 อย่าง
หนึ่ง หน้าที่การงาน
สอง ความรัก
ถ้าสองอย่างนี้ไปได้สวย ก็แสดงว่าชีวิตประสบความสำเร็จ
ผมกำลังนั่งนึกถึงตัวเอง........
ผมพอใจกับชีวิตของตัวเองแค่ไหน?

วันนี้ผมเพ้อเจ้อมาก
และอาการของจิตใจไม่ค่อยดี
ยังไม่เข้าร่องเข้ารอยเท่าไหร่
คิดอะไรได้ก็เขียนออกมา
ซึ่งรู้สึกว่าอย่างน้อย ก็ยังดีที่เขียน
วูบหนึ่งอยากไปหาจิตแพทย์
อยากคุยกับคนที่เขาไม่รู้จักเรา
ไม่ emotionally attached กับเรา
ไม่รักเรา ไม่เกลียดเรา
ไม่แคร์เรา ไม่ตัดสินเรา
แค่มีหน้าที่วิเคราะห์ และบอกให้เรารู้ว่าเราเป็นเหี้ยอะไร
เท่านั้นพอ
มีหมอดีๆ อยู่ที่ไหนบ้าง?

Entry ต่อไปจะไม่มีอะไรป่วยๆ แบบนี้แล้วครับ
คาดว่าน่าจะเป็นเอ็นทรี่ขายหนังสือล่ะ
หนังสือใหม่เล่มไหนจะออกในงาน a book Fair ปลายเดือนนี้
เดี๋ยวจะเอามา preview ให้อ่านกัน

ขอ update ชีวิตช่วงที่ผ่านมาของตัวเองในรูปแบบ bullet
- ไปสิงคโปร์มา บ้านเมืองสวยสะอาด แต่จืดชืด...
- เหมือนอาหารของเขา
- งาน Book Fair บ้านเราหนุกหนานอลังการกว่าที่สิงคโปร์ประมาณ 5 เท่า
- หนังที่ได้ดู: Sex and the City ชอบครับ เขียนบทดี
หลายตอนกระแทกใจมาก ทั้งๆ ที่มันไม่มีอะไรหวือหวาเลย
แต่มันเป็นธรรมชาติ และเป็นมนุษย์ไปหมด
- หนังที่ได้ดู: กังฟูแพนด้า ก็ชอบครับ แต่ไม่มีอะไรเด่นเด้ง
ผมว่าเสียงของ Jack Black ช่วยไว้ได้เยอะมาก
- หนังที่ได้ดู: เดอะ ฮัก ไม่ชอบครับ ทำไมมันไม่สนุกได้ขนาดนี้
อาถรรพ์สีเขียวจริงๆ
- โรคเก๊าต์ที่ไม่ได้เป็นมานานกลับมาอีกครั้ง ปวดสัตว์
สาเหตุเกิดจากการละเลยไม่กินยาคุมกรดยูริก
ไอ้ยานี่ต้องกินทุกวันวันละเม็ด แต่หลังๆ ขี้เกียจ
พอไม่ได้ปวดนานก็วางใจ ลืมไปว่าเวลาปวดมันทรมานแค่ไหน
มันเลยกลับมาเตือน
อ้อ ละเลยเรื่องการคุมอาหารด้วย
พอไม่ปวดก็ลืมตัว กินสัตว์ปีกแบบไร้สติ แดกแตงกวาแบบไร้สติ
เป็นไงล่ะมึง สมน้ำหน้า
กะเผลกอยู่หลายวัน ตอนนี้หายแล้วครับ
ดีนะที่ไม่ได้เป็นตอนอยู่สิงคโปร์

เขียนพอละ (มันคือ writing therapy พอสมควรเลยนะเนี่ย)
คราวหน้าผมจะอาการดีขึ้น เป็นผู้เป็นคนขึ้นครับ สัญญา

หมายเหตุ: ขอความกรุณาอย่ามาอบอุ่นดีงามใน comment นะครับ
โรคสะอิดสะเอียนสิ่งดีๆ ในชีวิตของผมยังไม่หายไปอย่างสิ้นเชิง
เดี๋ยวผมอ้วก