life

Transitional..whatever

posted on 21 Jul 2009 04:24 by bickboon  in life

สวัสดีครับทุกคน ผมบิ๊กครับ
เอ็นทรี่นี้จะออกอาการประดักประเดิดนิดหน่อย
เนื่องจากครั้งสุดท้ายที่ผมเขียนบล็อก เป็นเรื่องงานศพของป๊า
ก็จะอยู่ในโหมดเศร้า เข้าข่ายไว้ทุกข์ ประมาณนี้
ทุกวันนี้ไม่เศร้าแล้วครับ แต่ยังคิดถึงป๊าเสมอ
และกลายเป็นคนซึ้งเก่งร้องไห้เก่งโดยอัตโนมัติ เช่น
วันก่อนไปเดินฟู้ดแลนด์ เจอคุณลุงคนนึง คล้ายๆ พ่อผมเลย
หน้าตาเหมือนคุณลุงชาวญี่ปุ่นใจดี ผมขาว ใส่แว่น ใส่เสื้อโปโล
กำลังเดินเลือกซื้อของอยู่คนเดียว เพียงเท่านั้นบิ๊กบุญก็อาดูรยิ่ง
วิ่งน้ำตาพวยพุ่งเป็นสายออกมาจากซูเปอร์มาร์เก็ต
อือ ไม่ใช่ละครับ ไม่ได้ดราม่าโศกาซิตี้ขนาดนั้น
แต่ก็น้ำตารื้นออกมาหนึ่งปื้นเอนี่เวย์ เป็นต้น

อนึ่ง, อาดูร [ดูน] ว. เดือดร้อน, ทนทุกขเวทนาทั้งกายและใจ
ศัพท์คำนี้ชีวิตนึงจะได้ใช้บ่อยไหมเนี่ย


หลังจากงานศพของป๊าจบลง ลอยอังคาร ทำบุญ ต่างๆ เรียบร้อย
ผมก็เข้าสู่โหมดโม่หนังสือล่ะครับ อีดิตดับเศร้าซะ 9 เล่มหายบ้าไปเลยกู
ได้ผลนะครับ งานหนักช่วยกลบความอาดูรได้ดีจริงๆ
(เฮ้ย ได้ใช้อาดูรสองทีแล้ว.. สามทีแล้ว!)
ยังผลให้เดี้ยงยิ่งนัก เหนื่อยหนักทั้งกายใจที่สุดในรอบ 2 ปีก็ว่าได้
แต่เนื่องจากผู้คนรอบๆ ตัวนั้น ดี น่ารัก ช่วยดูแลผม ช่วยเป็นกำลังใจให้ผม
(ยู คะโนว วะฮู ยู อาร์ นะ :-) ผมจึงผ่านทุกอย่างมาได้
อ๊ะ ตรงนี้ประหนึ่งจะซึ้งนะครับเนี่ย เขินๆ เปลี่ยนเรื่องๆ ขึ้นย่อหน้าใหม่ๆ

ยังครับวันนี้ยังไม่มาขายหนังสือ! (ชี้หน้าผู้อ่านบล็อกบางท่าน)
ฉันรู้นะว่าแกต้องรอประนามว่าอีพี่บิ๊กโผลมาทีไรขายของทุกที
ซึ่งก็ไม่ผิดอะนะครับ (อ้าว) แต่ก็แหม นะ เราก็มีเขินบ้างอะไรบ้าง
วันนี้จึงจะทำเป็นมาอั๊พแบบไม่รู้ไม่ชี้
กวักมือเรียกประชาชนมากองๆ หน้าเวทีก่อนลิเกจะออกโรง ไรงิ
พอระนาดเริ่มรัว พระเอกนางเอกถลันตัวออกมานั่งแท่นแล้วจะได้ไม่เก้อ
เพราะมีแฟนๆ มานั่งปรบมือ ถือพวงมาลัยเตรียมคล้องคอกันแล้วตามอัธยาศัย
(มั่นใจมากนะว่าป๊อบปูล่าร์ได้ถึงระดับที่ต้องการน่ะ หึ)

ดังนั้น เอ็นทรี่นี้จึงเสมือนการเปลี่ยนผ่านจากโหมดไว้ทุกข์สู่โหมดค้าขายนั่นเองครับ
(ยังจะมีหน้ามาอธิบายอีก) อื้อ คือถ้าลองอ่านดูท่านจะพบว่า
ท่านไม่ได้ข้อมูลอะไรใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตการงานและสุขภาพของท่านเลย
แต่ก็นะครับ มาอั๊พอายๆ พอเป็นกระสาย
(อนึ่ง ขอแทรกศัพท์น่ารู้พอเป็นกระสาย...
กระสาย น. เครื่องแทรกยา เช่น น้ำเหล้า.
ไม่ใช่ กระสัย หรือ กระษัย
เพราะ กระษัย จะเป็นชื่อโรคตามตําราแพทย์แผนโบราณว่า
ทําให้ร่างกายทรุดโทรม มีอาการผอมแห้งตัวเหลืองเท้าเย็น, กษัย ก็ว่า. (โรคซูบผอม).)

เฮ้ย เดี๋ยวนะ มีประโยชน์เหมือนกันนิดหน่อย ได้ศัพท์ภาษาไทยน่ารู้ไงล่า
อาดูร งิ กระสาย งิ (ลองพยายามเอาไปใช้ในบทสนทนาประจำวันของท่านนะครับ)

แล้วก็ แหะๆ ตอนนี้ติดทวิตเตอร์ มาฟอลโล่วผมเอาม้า twitter.com/bickboon ครับ
แล้วก็ฟอลโล่วอะบุ๊กด้วยเอาม้า twitter.com/abookpublishing ครับ แหะๆ

พรุ่งนี้จะทำไม่รู้ไม่ชี้มาเขียนแนะนำหนังสือใหม่ อย่างไม่นำพาสายตาทีปกร
ซึ่งจะมองมาอย่างเย็นชา เยาะหยัน ขมขื่น เคียดแค้น หรือใดๆ ทั้งสิ้น
ว่าแต่คุณทีปกรครับ คุณก็มีผลงานรวมอยู่ในหนังสือล็อตนี้ด้วยนะครับ
ให้เวลาคิด ทำอารมณ์ และเปลี่ยนสายตาที่มองมาทางผมใหม่ครับ หึ (ยักไหล่)

พรุ่งนี้เจอกันใหม่ครับ สวัสดีครับ

Just when I needed you most.

posted on 22 May 2009 04:43 by bickboon  in life

มีประสบการณ์บางอย่างที่เป็นเรื่องเกินจะจินตนาการ
นั่นคือถ้าไม่เจอเองจะไม่มีวันรู้
แม้จะเคยนั่งร้องไห้ไปกับความเศร้า
และความสูญเสียของตัวละครในหนังมาแล้วนับสิบครั้ง
เมื่อพบประสบการณ์จริงด้วยตนเอง
เราก็จะยังอดนึกประหลาดใจในความรุนแรง
ของคลื่นอารมณ์ที่โถมทับเข้ามาไม่ได้

พ่อผมเพิ่งตายครับ
(ครั้นจะบอกวันเวลาลงไปตรงนี้
ก็จะแลดูให้หวยไปหน่อยน่ะนะครับ
เอาเป็นว่าเมื่อช่วงต้นเดือนแล้วกัน)

เชื่อว่าผมเองคงเหมือนอีกหลายคน
โดยเฉพาะที่มีญาติผู้ใหญ่ในวัยหกสิบเจ็ดสิบปีขึ้น
ที่อาจเคยแอบคิดเอาไว้ว่า เราจะเศร้าเสียใจสักแค่ไหนนะ
ในวินาทีที่พ่อแม่ของเราจากไป

ผมขอบอกว่า
ความรู้สึกที่เคยกะๆ เอาไว้นั้น
มันไม่ใกล้เคียงกับของจริงแม้เพียงเสี้ยวเดียว

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยร้องไห้เยอะขนาดนี้เลย
ร้องไห้จนจะขาดใจมันเป็นยังไง เพิ่งจะได้รู้จริงกับตัวก็ตอนนี้เองแหละ

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้จักญาติสนิทของเราชาวมนุษย์โลก
ที่ชื่อว่า ‘ความตาย’ ดีขึ้นหลายเท่าตัวเลยครับ
ผมคงยังไม่แนะนำเขาให้คุณรู้จักในวันนี้
แต่กระนั้น, จากประสบการณ์ตรง
ผมก็อยากเล่าให้ฟังเป็นข้อคิดว่า
ถ้าสักวันเพื่อนของคุณมีอันทุกข์ใจและต้องเผชิญกับความสูญเสีย,
คุณ-ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง-จะทำอะไรได้บ้าง

วันนี้ขอนำเสนอแบบฮาวทู อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทำตามง่ายด้วยครับ

•    เมื่อรู้ข่าว สิ่งแรกที่ควรทำคือ ติดต่อหาเพื่อนทันที ไม่ต้องเกรงใจ ย้ำว่านี่ไม่ใช่เวลาเกรงใจ แต่เป็นเวลาของกำลังใจครับ รับรองร้อยเปอร์เซนต์ว่าเพื่อนจะรู้สึกดีที่คุณโทรไป คุยสั้นๆ ครับ แสดงความเสียใจ ให้กำลังใจ อาจถามไถ่ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า แล้วปล่อยให้เพื่อนทำธุระต่อ แต่ถ้าไม่สนิทมาก ส่งเมสเสจได้ครับ ไม่เป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด ผมได้รับข้อความเยอะมาก บางคนอยู่ไกล แต่พอได้ข่าวก็ส่งเมสเสจมาแทบทุกวันเลย
รู้สึกดีมากๆ กับทุกข้อความเลยล่ะครับ

•    ถ้าเป็นเพื่อนสนิท ถามไถ่รายละเอียดได้นะครับในเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าไม่สนิท ก็ไม่ต้องซักไซ้ไล่เลียงก็ได้นะว่าเป็นอะไรตาย คือ ถามได้นะครับ ได้เลย ยินดี แต่ไม่ต้องซักเอาดีเทลทุกช็อตได้มะ ผมรีเพลย์เรื่องราววันที่พ่อเสียไปทั้งหมดรวมสองร้อยครั้งได้ครับงานนี้ เมื่อยทั้งปากและเมื่อยทั้งอารมณ์พอสมควร เพราะทุกครั้งที่เล่าเราจะเห็นภาพอีก และเห็นอีก และเห็นอีกอะครับ ก็มีหลายครั้ง กับหลายคนที่ผมอยากเล่านะ แต่บางครั้ง และกับบางคน กับในบางจังหวะเวลา ผมก็รู้สึกนิดๆ ว่า ทำไมถามละเอียดจังอะครับ ซักยิกๆๆ อะ พี่จะเอาไปเขียนบทหนังหรือเปล่าครับ ไรงี้ เอาเป็นว่า ถ้าไม่สนิท แต่อยากรู้จริงๆ ให้กระซิบถามเอาจากชาวบ้านละกันเนาะ

•    และกรุณาอย่าวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์เจาะข่าวกันเลยครับ เช่น (อันนี้เจอกับตัว) ทำไมไม่รู้ล่ะว่าเป็นโรคหัวใจ ไม่เคยพาพ่อไปตรวจเลยเหรอ? เรื่องยังงี้มันต้องตรวจนะ... หรือ... โห นี่ถ้าไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้หน่อยก็รอดนะเนี่ย... ฯลฯ คือ โอเค ขอบคุณมากครับสำหรับความเห็น มีไทม์แมชชีนให้ยืมไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมจะย้อนเวลากลับไปช่วยพ่อ รอตรงนี้แป๊บนะครับ ไรงี้ คือรู้นะว่าไม่ได้มีเจตนาอะไร และคอมเมนต์อย่างไม่ได้คิดอะไร แต่คิดอะไรซักหน่อยก็ดีนะครับผมว่า บางทีอะ

•    ถามเพื่อนว่าจะให้ช่วยติดต่อหรือบอกข่าวใครเป็นพิเศษไหม เช่น ที่ทำงาน หรือญาติสนิทที่เรารู้จัก อย่างผมเนี่ยมีพลังงานเหลือพอที่จะสามารถโทรบอกไม่กี่คนอะครับ ก็โทรหาพี่โหน่ง เพราะต้องลางาน เพื่อนสนิทจัดๆ อีก 3-4 คน หมดแรงแล้วครับ ร้องไห้อย่างเหนื่อย

•    และหลังจากนั้นก็กระจายข่าวได้เลยครับโดยไม่ต้องถามเจาะจงว่า จะให้บอกหรือไม่ให้บอกใครบ้าง บอกไปเหอะ เพื่อนจะขอบคุณเรามากๆ ครับ ผมเองก็เหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าต้องบอกใครบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องบอกใครไหม แต่ได้เพื่อนนี่แหละบอกต่อให้ จึงได้กำลังใจกลับมาเยอะอะครับ

•    ถ้าพุ่งตัวไปหาได้ ไปเลย ไม่ต้องถามอีกเช่นกันว่า จะให้เราไปหาไหม ไม่ต้องกลัวเกะกะครับ ยิ่งสนิทยิ่งต้องไป เพื่อนอยากเจอเราครับ เชื่อผมเถอะ ตอนเพื่อนผมโผล่มาหานะ ดีใจอย่างแรงอะ

•    เมื่อเพื่อนร้องไห้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ กอดเพื่อนไว้ และสิ่งที่คุณไม่ควรทำ คือบอกเพื่อนว่า “อย่าร้อง” มันทำไม่ได้หรอก

•    ย้ำว่า ถ้ากอดได้ กอด สัมผัสมนุษย์เป็นสิ่งวิเศษมากในเวลาอย่างนี้ โดยเฉพาะญาติมิตรที่รัก เข้าใจ และสนิทสนมกัน ช่วงงานศพพ่อ รวมไปถึงวันเผา ลอยอังคาร และทำบุญ ร่วมสิบกว่าวัน ผมกอดมนุษย์อุตลุดมาก มันช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

•    ในยามเศร้าโศก สมองจะทำงานประมาณครึ่งเดียวครับ ผมนี่เบลอสนิทเลยครับ นึกอะไรไม่ออก ต้องทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่เคยมีใครในครอบครัวตายมาก่อนเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เพื่อนจะช่วยได้เป็นอย่างดี ผมมีเพื่อนช่วยเป็นธุระให้หลายเรื่อง ตั้งกะติดต่อวัด จองศาลา ซึ่งทานโทษ รายละเอียดอย่างเยอะ จะสวดกี่คืน ศาลาแอร์หรือพัดลม อาหารเลี้ยงแขกจะสั่งอะไรบ้าง เลือกดอกไม้หน้าศพแบบไหน เลือกโลงแบบไหน ฯลฯ ดีที่สุดคือ เราช่วยรับหน้า เราช่วยคุยให้ แล้วหันมาถามเพื่อนให้เพื่อนตัดสินใจเป็นอย่างๆ ไป ที่จริงเรื่องพวกนี้เดี๋ยวนี้ง่ายมาก เพราะวัดจะจัดการให้หมด มาเป็นแพ็คเกจเลยครับ เราแค่ติ๊กเลือกเป็นข้อๆ ตามที่ต้องการเท่านั้นเอง

•    คุณที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิททั้งหลายครับ ผมขอย้ำว่า คุณเป็นคนสำคัญมากนะ ถ้าไม่ติดอะไร ไปเถอะครับ งานสวดงานอะไรก็ไปเถอะ เพื่อนรักผมมาเป็นกำลังใจให้ทุกคืน ถึงจะเอางานมานั่งทำมั่ง แล้วก็นั่งเล่นเกมบนไอโฟนตอนพระสวดมั่งไรงี้ก็ตาม แต่มันก็มาทุกคืนเลยนะ หันไปเห็นหน้าเขาเราก็อุ่นใจ และรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

•    ถ้าคุณไม่ใช่เพื่อนสนิทจัด ไม่ต้องไปทุกวันก็ได้ แต่ถ้าสะดวก ไปซักวันก็ดีครับ มันมีความหมายต่อเขาและครอบครัวมากเลยนะ ผมมีเพื่อนของเพื่อนหลายคนที่เคยเห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียว ยังไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ แต่เขามางานศพพ่อผม ผมรู้สึกขอบคุณอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ แม้ว่าคำแรกที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกันจะเป็นประโยค “เสียใจด้วยนะ” และ “ขอบคุณที่มานะครับ” ก็ตาม

•    หลายคนไม่ไปงานศพญาติเพื่อนด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ผมเข้าใจได้ เนื่องจากผมก็เคยเป็น เช่น กลัวเห็นเพื่อนเศร้า ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะใส่ซองทำบุญเท่าไหร่ ไม่มีเสื้อผ้า คงไปได้แป๊บเดียวเพราะมีธุระ ฯลฯ สารพัด เพื่อนผมคนหนึ่งพอรู้ข่าวก็รีบแวะมาในชุดสีสัน มาถึงก็เข้ามาจับมือ ไม่พูดอะไรซักคำ นั่งฟังพระสวดได้จบเดียวก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะปฏิบัติตนถูกธรรมเนียมงานศพหรือไม่ แค่เขามาผมก็ซึ้งแล้วล่ะ ดังนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ

•    ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเลิกกลัวความตายไปเลยจริงๆ นะครับ เพราะได้เผชิญอย่างใกล้ชิด มันต้องเดินทางมาหาเราแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นอย่ากลัวที่จะอยู่ใกล้มันครับ ผมเคยเป็นคนที่ไม่อยากไปงานศพมาก่อน เพราะไม่ชอบบรรยากาศของความเศร้าและสูญเสีย แต่อย่ากลัวเลย เราไม่ได้ไปงานศพเพื่อคนตายหรอก แต่เราไปเพื่อคนอยู่ต่างหาก เพื่อนของเรานั่นไง ไปอยู่กับเขาเถอะครับ

•    อย่าพยายามชวนเพื่อนสนุกสนานโดยหวังจะให้มันลืมความทุกข์ มีเพื่อนบางคนพยายามมาเล่นตลกให้ดูด้วยนะ พยายามปล่อยมุขต่างๆ อันนี้เข้าใจว่าหวังดี อยากให้เราหายเศร้าเร็วๆ แต่บอกตรงๆ ว่า ผมยังไม่อยากหายเศร้าหรอกนะ ปล่อยให้ผมเศร้าเถอะ ในฐานะเพื่อนแล้ว ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ปัดเป่าความเศร้าให้เขานะ มนุษย์เราต้องแสดงความเศร้าครับ มันคือธรรมชาติ อย่าไปหักห้าม ปล่อยให้เพื่อนได้รู้สึกอย่างที่เขารู้สึกซะ คุณแค่จับมือเพื่อนเอาไว้ และอยู่ข้างๆ เขา เท่านั้นเองก็เกินพอแล้ว

•    ถ้าคุณเป็นเพื่อนสนิท หลังจากงานสวดแต่ละวัน ลองหาเวลาอยู่กับเพื่อนตามลำพังนะครับ ผมเจอมาแล้วถึงรู้ว่า ‘โหมดรับแขกในยามเศร้า’ นั้นเป็นสิ่งที่โคตรจะเหนื่อยล้า ที่ผมอยากทำจริงๆ คือ นั่งร้องไห้ไป 7 วันจนถึงวันเผาเลย แต่ไม่ได้หรอก ยามรับแขกเราก็เศร้ามากไม่ได้ เพราะคนเขาจะเป็นห่วง แถมยังมีธุระที่ต้องจัดการมากมาย ไหนจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้แม่และน้องๆ ด้วย สภาวะเหล่านี้มันดูดพลังอะครับ หลังเลิกงานสวดแต่ละวันเพื่อนผมก็จะพาไปกินข้าวบ้าง พาไปขับรถเล่นบ้าง ในยามที่เราอยู่กับเพื่อนสนิท เราจะหายเหนื่อยไปเยอะครับ เพราะเราออกจากโหมดรับแขกแล้ว ผมอยากเศร้าก็เศร้าได้ ผมไม่ต้องแสดงความเข้มแข็งก็ได้ ผมอยากจะนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไรเลยก็ได้ เพื่อนผมไม่ว่าทั้งนั้น เพื่อนผมเข้าใจ นี่คือความสำคัญของเพื่อนที่ผมแสนจะซาบซึ้งเลยล่ะครับ

•    ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องบิ๊วเศร้ากันมากนะครับ เพื่อนบางคนเศร้ากว่าผมอีกอะ แบบว่า เอ๊ะ ตกลงพ่อใครตายวะ รู้สึกจะเป็นพ่อกูนะ ทำไมมึงถึงเศร้าแซงไปซะตั้งขนาดนี้ คือด้วยความที่เราไม่รู้ว่าสภาพและหนังหน้าเราเป็นอย่างไรเพราะมัววิ่งวุ่น แต่เพื่อนจะเห็นว่าสีหน้าเราแย่และโทรมซีดมากจนมันสงสาร และเศร้าใจจนพูดไม่ออก มันเลยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะมันรักเรานั่นเอง โถ เอางี้ครับ เอาเป็นว่า ให้ดูอารมณ์ของเพื่อนเป็นที่ตั้งก็แล้วกัน ถ้าเพื่อนเศร้าซัก 8 หน่วย เราก็เศร้าด้วย แต่ซัก 5-6 หน่วยก็พอ แต่ถ้าเพื่อนพยายามจะร่าเริง อั๊พสปิริตขึ้นมาราว 10 หน่วย เราก็ร่าเริงไปด้วยซัก 8 จะกำลังสวย

•    เออ และขออย่างเหอะ, อันนี้ผมเคยทำ และพอเจอกับตัวเองก็เลยสาบานว่าจะไม่ทำอีกเด็ดขาด, นั่นคือการคุยและหัวเราะกันเสียงดังในงานน่ะครับ ผมเข้าใจนะว่า บางทีงานศพก็เป็นโอกาสให้เพื่อนฝูงได้รวมรุ่นจับกลุ่มกัน มันก็ต้องมีเม้าบ้างอะไรบ้าง อันนี้เข้าใจอย่างยิ่ง แต่ช่วยเก็บอาการสนุกและเบาเสียงหน่อยเถอะครับ มีอยู่ซีนนึงจำได้เลยว่า ผมเข้าไปหาแม่ที่นั่งอยู่ในศาลา แล้วเป็นจังหวะที่แม่กำลังร้องไห้ และทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะของเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ด้านนอกแทรกเข้ามาหนึ่งครืน คือรู้แหละว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่อารมณ์มันไม่ได้จริงๆ ว่ะ มันไม่เหมาะสมเลยอะ อย่าทำกันนะน้องนะ

•    ข้อสุดท้ายเหมือนจะมุข แต่ผมไม่ได้พูดเล่นครับ นั่นคือ ระวังมุข “พ่อมึงตาย” ไว้ให้ดีเชียว มันขำอะจ้ะในเวลาที่ไม่มีพ่อใครตายจริงๆ อะนะ แต่เพื่อนพี่เผลอพูดออกมาทีนึง สะดุ้งเฮือกกันไปทั้งวง ไอ้เพื่อนคนที่หลุดปากแทบจะทรุดกายลงกราบแทบพื้นแล้วตบปากตัวเองยี่สิบที พี่ก็ขำๆ อะ คือรู้ไงว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็นะ มันสะเทือนจิตอะจ้ะ หกเดือนให้หลังค่อยมาเล่นก็โออยู่นะ

อย่าเพิ่งเกี่ยงงอนโง้นงี้หาว่าผมเอาเรื่องเศร้า เรื่องไม่เป็นมงคลมาเขียนให้อ่านกัน
บางคนอาจคิดว่า อ่านแล้วเดี๋ยวจะเป็นลางไม่ดีบ้างอะไรบ้าง
นี่ไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหรอก แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติครับ
และเป็นเรื่องที่เราควรคุยกันไว้อย่างยิ่ง

ความตายอยู่รอบตัวเรานี่เองครับ
และถ้ามันมาเยือนครอบครัวของเพื่อนเรา
เขาจะต้องการกำลังใจจากเราที่สุดเลยนะ
ผมได้รับกำลังใจเหล่านั้นมาแล้ว ผมรู้ดีครับ

โอกาสนี้ก็ขอขอบคุณอีกครั้ง
สำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและครอบครัวด้วยนะครับ




อนึ่ง, คิดถึงป๊าอะ อย่างแรง


ทำบัตร

posted on 17 Oct 2008 02:13 by bickboon  in life
ความจริงและความเชื่อเกี่ยวกับการทำบัตรประชาชน

ว่ากันว่า ต้องเอาทะเบียนบ้านตัวจริงไปด้วย
ปรากฏว่า ไม่จริงครับ
ผมหาทะเบียนบ้านอยู่สามวันกว่าจะเจอ เนื่องจากห้องนอนรกเป็นป่าแอมะซอน
ปรากฏว่าไม่ได้ใช้ซักกะแอะครับ เพราะการต่ออายุบัตรนั้น
ใช้เพียงบัตรประชาชนใบเก่าเท่านั้นเอง

ว่ากันว่า เดี๋ยวนี้มันไม่สมาร์ตการ์ดแล้ว
เพราะพอทักกี้ไม่อยู่ บัตรก็กลับไปหน้าตาโลโซเหมือนเมื่อก่อน
ปรากฏว่า ไม่เห็นจริงเลยครับ เกี่ยวอะไรกับทักกี้ที่ไหนเล่า
ตอนนี้ก็ยังสมาร์ตการ์ดอยู่นะครับ

ว่ากันว่า เดี๋ยวนี้การทำบัตรหรือต่อบัตร เป็นเรื่องง่ายมาก
ปรากฏว่า จริงด้วยครับ เดี๋ยวเขาพัฒนาแล้วจริงๆ
ขั้นตอนน้อย เอกสารน้อย รอไม่นานเลย และบริการรวดเร็วครับ

ว่ากันว่า เขาให้ถ่ายรูปกันจนกว่าจะหล่อจะสวยเลยทีเดียว
ปรากฏว่า ไม่อะ แชะเดียว ไม่ให้ preview ด้วยครับ
6 ปีที่แล้วผมไปทำบัตรที่ที่ว่าการเขตสันทราย เชียงใหม่ ในตึกไม้เก่าๆ
ผมยังได้พรีวิวและเปลี่ยนรูปได้ตั้ง 3 ทีแน่ะ
แต่ทำไมที่เขตหลักสี่ไม่ให้ล่ะ -3-

ว่ากันว่า บัตรประชาชนมีอายุ 6 ปี
ปรากฏว่า ไม่ใช่แฮะ เมื่อก่อนมัน 6 ปีครับ
แต่เดี๋ยวนี้มัน 7 ปีแล้วล่ะ (อย่างของผม ทำบัตรปีนี้ 2551
จะไปหมดอายุเอาปี 2558 ล่ะ)

ว่ากันว่า ผู้หญิงมักรักเด็ก ผู้หญิงสวยยิ่งรักเด็กใหญ่เลย
ปรากฏว่า เจ๊เจ้าหน้าที่ทำบัตร ซึ่งสวยทีเดียว และยิ้มแย้มเป็นมิตร
เจออีเด็กเปรตอายุราว 5 ขวบที่อีแม่มันหนีบมาด้วย
วิ่งแร่ดไปมา ทำเสียงเล็กแหลมไปมา นึกว่าตัวเองน่ารัก ต่างๆ
เจ๊คนสวยก็หน้าตาเย็นชาและสายตาน้ำแข็งทันที
อ่านจากแววตาเจ๊ได้ว่า ถ้ามึงไม่เงียบ กูจะเอาจอคอมทุ่มมึงหัวแบะ
(และจอของสถานที่ราชการยังงี้ไม่มีจอบางแบนอะครับ
ความหนาประมาณครึ่งกิโลเมตรเห็นจะได้)
สายตาแขยงเด็กของเจ๊ทำให้เจ๊มีเสน่ห์ยิ่งขึ้นในสายตาผมราว 98.75%
ผมรักเจ๊ครับ

ว่ากันว่า ต้องเตรียมเงินไปเสียด้วยนะ
ปรากฏว่า ฟรีครับ เจ๊คนสวยบอกผมว่า
ถ้าบัตรหายแล้วมาทำใหม่ ยังงั้นจะเสีย
แต่ถ้าหมดอายุแล้วมาต่อ ไม่ต้องเสียเงินซักบาท
ผมรักเจ๊เข้าไปอีกครับ

ว่ากันว่า ถ้าใครมีบัตรประชาชนที่รูปหล่อมากสวยมากและอยากเก็บไว้
ให้ไปแจ้งหายเลยดีกว่า แล้วทำใหม่ เพราะเขาจะยึดบัตรเก่าคืน
ปรากฏว่า เขาจะยึดของเราไปทำตุ่นอะไรครับ รกออฟฟิศเขาจะตายโหง
เขาแค่ตุ๊ดตู่บัตรเรา 1 ที (เจาะรู) เป็นเครื่องหมายว่าบัตรหมดอายุแล้ว
จากนั้นก็คืนเรามา เพื่อให้เราได้ดูพัฒนาการ (ในทางดี หรือชั่ว)
ของตัวเราในระยะ 6-7 ปีได้ตามสะดวก

ว่ากันว่า นี่เป็นการต่อบัตรประชาชนครั้งแรกของนายบิ๊กบูน
ปรากฏว่า ...... (ข้อนี้ต้องตอบไหมอะครับ -..-')




แมวผีตีลังกา

posted on 16 Oct 2008 01:53 by bickboon  in life

นี่คือวอลเปเปอร์ล่าสุดของผม เป็นรูปนังบัวลอยแมวผีตีลังกาหน้าจอครับ



ไม่ได้ถ่้ายเองครับ ภาพนี้ขอยกให้เป็นภาพแห่งปี ด้วยฝีมือของเว็บมาสเตอร์ของอะเดย์
นั่นคือคุณจุฬนั่นเอง นี่คือบล็อกของจุฬครับ
และผมก็ได้รูปนี้มาจาก เอ็นทรี่นี้ครับ
พอเห็นปุ๊บ "จุฬฬฬฬ ขอรูปบัวลอยหน่อยครับบบบ"
ค่าลิขสิทธิ์ไม่จ่าย ไถกันตรงๆ
อาห์ คุณจุฬก็ใจดี ยอมให้นังบัวลอยมาตีลังกาอยู่หน้าจอผม ด้วยประการฉะนี้

ใครรู้มั่งครับว่า ทำไมวินโดวส์ไม่ทำรูปไอคอนน่ารักๆ
ให้ใช้แทนรูปโฟลเดอร์เหลืองแสนน่าเบื่อนี่ซะมั่ง
เวลาไปนั่งหน้าจอแมค เห็นรูปไอคอนคูลๆ ต่างๆ แล้ว
ก็ให้นึกน้อยใจในโชคชะตายิ่งนัก T_T



ปล. เอ็นทรี่นี้เป็นเอ็นทรี่ที่ 300 ของผมที่ exteen ล่ะครับ