e

Writer vs Author

posted on 16 Apr 2011 19:55 by bickboon  in e
ตอนเปิด เพจ Bickboon เฟซบุ๊กถามว่า เอ็งน่ะ เป็นใคร ทำอาชีพอะไร โดยอัตโนมัติก็เลือก Writer ไปครับ แต่พอไปแอบดูเพจนักเขียนคนอื่นๆ เช่น ทรงกลด และนิ้วกลม ก็พบว่าเขาเป็น Author กัน เออ จริงด้วยสินะ มันมีใช้ได้สองอัน ก็เลยอยากรู้ว่าสองคำนี้มันต่างกันตรงไหนในนิยามจริงๆ (ตามความรู้สึกแรกแค่คิดว่า Writer ดูเข้าใจง่ายกว่า และ Author ดูเป็นทางการกว่า ประมาณ 'นักเขียน' กับ 'นักประพันธ์')

ปรึกษา กูเกิ้ลโดยคีย์เวิร์ด 'Writer vs Author' (ผมใช้ Template 'A vs B' แบบนี้ในการหาความแตกต่างระหว่างสองคำ) ก็ไปเจอเว็บเด็ดที่ชื่อว่า differencebetween.net (ขอแนะนำอย่างยิ่งครับสำหรับผู้สนใจเรื่องภาษาทุกท่าน) ก็พบว่าสองคำนี้คล้ายกัน และใช้แทนกันอยู่บ่อยๆ แต่ก็มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (ไม่ค่อยใช้คำนี้เลยนะเนี่ย) ดังนี้ครับ

คำว่า Writer ก็มาจาก Write ตามหน้าตาของมัน แปลว่าผู้เขียน หรือนักเขียน ใครๆ ก็เป็น Writer ได้ ถ้าคุณเขียนเยอะ และเขียนเป็นอาชีพ

ส่วน Author นั้นแตกต่างจาก Writer ตรงที่ คุณต้องเป็นเจ้าของความคิดในสิ่งที่คุณเขียนจริงๆ เช่น ถ้าเป็นนิยายหรือเรื่องสั้น ก็ต้องแต่งเอง คิดพล็อตเอง เขียนเอง และที่สำคัญที่สุด จะได้ชื่อว่าเป็น Author ผลงานต้องได้รับการตีพิมพ์แล้วเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ Author จะมีสิทธิ์ในผลงานนั้นตามกฎหมาย ถ้าใครเอาไปใช้โดยไม่ได้ขอรับอนุญาต Author จะสามารถฟ้องร้องได้

คุณสมบัติของ Writer คือการสื่อสารโดยภาษาเขียนที่มีคุณภาพและเต็มไปด้วยทักษะ และเหมาะกับงาน เช่น นักเขียนประจำกองบรรณาธิการนิตยสาร ที่เขียนงานตามโจทย์ที่ได้รับมอบหมาย และเขียนได้สนุก น่าสนใจ แต่ไม่ได้คิดเองทั้งหมดแต่ต้น ไม่ได้เป็นเจ้าของไอเดียดั้งเดิม หรือผู้เขียนบทโทรทัศน์ ที่ดัดแปลงนิยายมาอีกที แบบนี้ คนเขียนบทเป็น Writer แต่เจ้าของบทนิยายเป็น Author ครับ

ผมได้รับคำถาม ทำนอง "พี่คะ คำนี้มันต่างจากคำนี้ยังไงคะ" ทาง twitter.com/wordnuts เยอะมากครับ แต่ละคนก็ถามกันมาได้น่าสนใจสุดๆ แต่น่าเสียดายที่หลายคำถามมันอธิบายภายในไม่กี่ทวิตไม่ได้ ดังนั้นผมก็จะเอามาปล่อยไว้แถวนี้แทนก็แล้วกันนะ

ขอบคุณทุกคำถามที่เคยถามเข้ามา และขอบคุณทุกคนที่อ่านอยู่ตอนนี้ด้วยครับ :-)


Kissing Disease

posted on 17 Oct 2005 20:21 by bickboon  in e, extoon

อันนี้เนื่องจากไปคอมเม้นท์บล๊อกของ น้องเจ มาน่ะครับ
เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอาที่ตัวเองตอบไว้ มาแปะตรงนี้อีกรอบ

รู้จักโรค โมโน กันไหมครับ?

จากข้อมูลที่ลองค้นมาเขาบอกว่า
อเมริกันชนวัย 15-35 ปีมีโอกาสเป็นโรคนี้กันเยอะมาก พอกะเป็นหวัดเลย
และประชากรถึง 90% จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้อย่างน้อยครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต
อยู่ที่จะรู้ตัวหรือไม่ว่าคุณน่ะกำลังเป็นอยู่
(แต่จะว่าไป เมืองไทยมีไหมฮึ หรือว่ามีแ่ต่เมืองนอก
เพราะขนาดผมไป search หาใน thaiclinic.com ยังไม่เจอเลยล่ะ)

มันคือ โรคไวรัสจูจุ๊บ นั่นเองครับ
หรือที่เรียกกันในชื่อเล่นว่า Kissing Disease
ใครไม่รู้จะนึกว่าพูดเล่น
ดีไม่ดี ... ต๊าย โรคอะไรคะเนี่ย ฟังดูโรแมนติกจัง ... เอาเข้าไป
แต่ทานโทษ มีจริง เรื่องจริง โรคจริงนะครับ

โรค MONO มีชื่อเต็มๆ ว่า Mononucleosis (โมโนนูคลีโอซิส)

เกิดจากไวรัสที่ชื่อว่า EBV ครับ

เป็นโรคติดต่อ แต่ไม่ตาย

และเจ้าโมโนนี่ เมื่อใครเป็นแล้ว
ตัวไวรัสที่ว่าจะอยู่ในร่างกายคนๆ นั้นไปตลอดชีวิตครับ
(แต่ไม่ได้แปลว่าจะเป็นพาหะไปตลอด
หรือจะมีอาการป่วยแบบนี้ตลอดนะ ไม่ต้องกังวลครับ)

อะไรก็ตามที่เป็นไวรัสก็งี้ล่ะครับ ไม่มียาแก้หรือฆ่า
ไม่เหมือนแบคทีเรีย

ที่เขาเรียกว่า Kissing Disease ก็เพราะว่า
มันติดกันได้โดยการจูบ จ๊วววบบบบ~ น่ะเซ่ะ
คือเชื้อมันอยู่ในน้ำลายไงล่ะ
ดังนั้น อาจไม่ต้องจูบก็ติดได้ครับ
แต่อาจติดเพราะแชร์แปรงสีฟัน หลอดดูดเครื่องดื่ม หรือว่าช้อนส้อม
ดังนั้น เด็กๆ (ที่แม้ยังไม่เคยรู้รสจูบ)
ก็สามารถติดเชื้อและเป็นโรค MONO ได้เหมือนกัน


ปกติ หลังได้รับไวรัสแล้ว
ต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 weeks จึงจะโชว์อาการนะครับ
ดังนั้น ไปจูบใครมา แล้ว 2 วันให้หลังโมโนรับประทาน
ก็อย่าเพิ่งผลีผลามไปดักตีกบาลคู่จูบรายล่าสุดโทษฐานแพร่เชื้อ
ควรสืบย้อนกลับไปหนึ่งเดือนนะฮะ
(นี่จูบคนเดือนละกี่หมื่นคนเนี่ย)

อาการเป็นงี้นะครับเด็กๆ
(นี่ กรูน่ะไม่เคยเป็นหรอกนะ แต่รู้มาว่อย)
จะปวดหัวประมาณ 3 วัน 5 วัน มีอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
จากนั้นจะมีไข้ ปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เจ็บคอ เบื่ออาหาร
ก็คล้ายๆ ไข้หวัดแหละนะ
แต่อาการที่จะบ่งบอกได้ว่า 'มันคือโมโน' ก็คือ ...

จะมีอาการอ่อนเพลีย หมดเรี่ยวแรงแบบ .. ตลอดเวลา
จะรู้สึกมีก้อนแข็งๆ ในคอเมื่อกลืนน้ำลาย
บวมใต้รักแร้และหว่างขาตรงขาหนีบ
บางคนมีอาการตับโตม้ามโตด้วยนะครับ
น่านล่ะฮะ .. Mono แดกล่ะ ...
(อาการมากน้อยหนักเบาต่างกันไปในแต่ละคนนะครับ)

เขาบอกโรคนี้รักษาไม่ได้นะ ไม่มีวิธี
(เหมือนไข้หวัดล่ะครับ ไม่มียารักษาโรค
มีแต่กินยาเพื่อบรรเทา 'อาการ' ของมันเท่านั้น)
แต่มันจะหายเองตามธรรมชาติภายใน 2-4 weeks
อย่ากินยาเองครับ ไปหาหมอดีกว่า
แต่เขาว่าวิธีรักษา 'Kissing Disease' ที่ดีที่สุด คือต้องถอนครับ
จูบซ้ำมันเข้าไป
จ๊าก ไม่ใช่ๆๆ ครับ
ต้องพักผ่อนเยอะๆ และดื่มน้ำแยะๆ น่ะ

แล้วถ้่ารู้ตัวว่าเป็นโมโน
ก็ไม่ต้องสะแอ๋งไปแลกลิ้นกะใครเขาล่ะ
จงเก็บตัวอยู่กะบ้านเดี๋ยวนี้
จนกว่าจะหายจาก Mono กลับมาเป็น Stereo เหมือนเดิมซะก่อน
แล้วค่อยออกไปจูบกับชาวบ้านเขาใหม่
(ตั้งอกตั้งใจเลยนะเนี่ยมุขนี้ ขำหน่อยเสะ)


...................

เห็นมะ ผมไม่ได้ดีแต่เป็นคุณลุงหื่นฮามกนะ
เป็นลุงหมอรอบรู้ก็ได้ด้วยล่ะ ฮึ่

...................

ไข่กวนจูจุ๊บ ~



จูบปากแลกน้ำลายเท่านั้นนะครับถึงจะจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง
ส่วนจูบที่อื่นๆๆๆๆ แบบนี้นี่ เหอเหอ
ไม่ติดโมโนครับน้องๆ แต่จะติดใจแทน เคี้ยกๆ

(หมายเหตุ : รอยจูบแบบนี้ ภาษาอังกฤษเขาเรียก hickey ครับ
เผลอไปโดนดูดคอจนแดงเป็นจ้ำเมื่อไหร่
ผมขอแนะนำเสื้อคอเต่าครับ ..
แบบว่า ร้อนชิบหาย แต่ turtle neck สุดฤทธิ์ ... พิรุธหนักเข้าไปอีกไหมเนี่ย)


....................

ไม่สบายต้องรีบไปหาหมอนะครับ
ถึงเป็นโรคร้าย ป่วยไข้รุนแรง ก็อย่ากลัวไป
ถ้าถึงมือคุณหมอ ต้องหายแน่ๆ ครับ



..ถ้าถึงอ่ะนะ (- -")

....................

และสุดท้ายนี้ ถ้ารู้ตัวว่าเป็นโรคติดต่อ
อย่าลืมแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
ด้วยการไม่แพร่โรคให้ผู้อื่นนะครับ



มะ..มันมาจากน้าย~ (-*-")