This is a book (2009)
posted on 22 Jul 2009 20:40 by bickboon in work
ก่อนที่จะแนะนำหนังสือใหม่ มีอย่างนึงที่ผมอยากเขียนถึงมานานแล้ว
แต่เหมือนจะไม่ได้ฤกษ์เขียนซะทีสิน่า
นั่นคือการแนะนำทีมงานอะบุ๊กครับ
สองปีก่อนตอนผมเข้ามาใหม่ๆ อะบุ๊กมีทั้งหมด 3 คน (รวมผมด้วย)
ตอนนี้เรามีกัน 6 คนครับสำหรับกองบรรณาธิการ
และส่วนของ Back office เบื้องหลังอีกหลายชีวิต
วันนี้ผมอยากแนะนำพวกเขาให้ทุกคนรู้จักครับ


โบ เขียนชื่อตัวเองว่า Bold (ที่แปลว่า อักษรตัวหนา)
ช่างสมกับเป็นคนทำงานเกี่ยวกับตัวอักษรจริงๆ ฮ่าฮ่า
เมื่อก่อนโบเป็นพิสูจน์อักษร และเป็นอะบุ๊กรุ่นแรกเลย
อยู่มานานกว่าเพื่อน นับตามจริงโบอาวุโสกว่าผมสามปีเลยครับ เหะ
พอผมเข้ามาทำที่นี่สักพักก็ตัดสินใจเพิ่มกองกำลัง
ทั้งนี้ก็เพื่อการผลิตหนังสือในจำนวนที่รองรับความบ้าพลังของผมได้ แหะๆ
ตอนจะรับคนเพิ่ม พี่โหน่ง วงศ์ทนง เอ่ยปากกับผมว่า
ให้ผมพิจารณาเลื่อนตำแหน่งให้โบหน่อย
“โบเป็นเด็กดีนะ ตั้งใจทำงาน และที่พี่รู้สึกคือ โบรักอะบุ๊กมาก”
นี่คือคำพูดของพี่โหน่งที่ผมจำได้แม่นเลยครับ
ปัจจุบันโบเป็นผู้ช่วยผม เป็นน้องที่น่ารัก พึ่งพาได้ แบ่งเบางานผมเยอะมาก
โบช่วยผมดูแลทุกขั้นตอนของการผลิต และยังพิสูจน์อักษรเองเกือบทุกเล่ม
สิ่งที่ผมประทับใจในตัวโบคือ โบจะเป็นเดือดเป็นร้อนกับงาน
คนทำงานในฝันสำหรับผมต้องเป็นแบบนี้ คือต้องแคร์ ต้องใส่ใจครับ
เคยเจอคนทำงานแบบไม่ Give a shit มากๆ เช่น
พอผิด ก็มาทำพูดกล่อมเราว่า โหยพี่ ไม่เป็นไรหรอก นิดเดียว คนไม่เห็น
แล้วยักไหล่ ทำท่าประมาณว่า จะเอาอะไรนักหนา เรื่องแค่นี้เอง
คนยังงี้ผมจะเกลียดโคตร (และโชคดีที่ตอนนี้ไม่ต้องทำงานกับคนแบบนี้แล้ว)
ส่วนโบนั้นคนละเรื่องเลย เวลาเจอคำผิด แม้จะซักตัวเดียวในหนังสือที่พิมพ์เสร็จแล้ว
โบจะหน้ามุ่ยๆ เข้ามาขอโทษ ซึ่งผมว่าเป็นความรู้สึกที่ดีมากครับ
ใครที่ทำงานพลาดแล้วกลบเกลื่อน แอ๊บเนียน ไม่รู้ไม่ชี้ โบ้ย ตลกแดก ฯลฯ เนี่ย
รู้ไว้ซะนะครับว่า ไม่รอดสายตาของหัวหน้าและเจ้านายหรอก
ทำผิด ก็ต้องรับผิด และเป็นเดือดเป็นร้อนกับมัน พยายามแก้ไขมันสิ แมนๆ หน่อย
ก็ใครล่ะจะไม่เคยผิดเลย ผมเองยังผิดๆ พลาดๆ ออกบ่อยไป
ความผิดพลาดมันเป็นเรื่องธรรมดาจะตายครับ
ตราบใดที่เราไม่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเรื่องเดิมๆ อยู่ได้อะนะ


ผมเคยร่วมงานกับน้องปอนด์แว้บๆ สมัยยังทำงานนิตยสาร
คือปอนด์เข้ามาตอนผมกำลังจะออกพอดี
พอมองหาเลขาและประสานงานการผลิต จึงคิดถึงปอนด์ก่อนเลย
สิ่งที่ประทับใจคือปอนด์เป็นคนพูดจาดี ใจเย็น ละเอียด ตั้งใจ สู้งานอย่างมาก
ผมคิดว่าคนที่ทำหน้าที่ ‘ประสานงาน’ ต้องมีความ Pleasant เป็นที่ตั้งอย่างยิ่ง
ผมเคยเจอมนุษย์ประสานงานหลายคนที่พูดจาน่าเตะปากมาก
ซ้ำร้าย บางคนปากหมาไม่พอยังหน้าหมาอีกแน่ะ เห็นหน้าก็เกลียดแล้วอะ
แล้วถามหน่อยว่า แล้วยังงี้ไปขอให้ใครช่วยอะไร ใครเขาจะทำให้วะ
แต่ปอนด์นั้นคนละเรื่องเลยครับ เพราะปอนด์เป็นคนที่ใครเห็นก็ชอบ
ใครคุยด้วยก็ชอบ เธอสวยอย่างนางสาวไทย มีอะไรก็ยิ้มไว้ก่อน
ทุกวันนี้เราแอบคุยกันเรื่อยว่า ใครที่ทำให้ปอนด์โกรธได้นี่
สงสัยจะต้องเป็นคนที่น่าโมโหที่สุดในโลกแล้วล่ะ
สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับปอนด์คือ มาทำงานเช้ามากกกกก
คือเอางี้ ทั้งสำนักพิมพ์มีผมสายอยู่คนเดียวอะ (ยังจะมา.. -_-')
ทุกคนจะมาเช้าเป็นนิสัยหมด ซึ่ง แหะๆ -3-
(อันนี้ผมถามตั้งกะตอนสัมภาษณ์เลยครับว่ามีปัญหากับการทำงานเช้าหรือเปล่า)
และนอกจากมาเช้า ปอนด์ยังทำงานดึกได้เท่าคนอื่นด้วยครับ
ไม่เคยแบบ หนูมาเช้า หนูต้องกลับเร็วสิ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม.. ไม่เคยเลย
ขนาดบางช่วงที่กองฯ ต้องทำงานเสาร์อาทิตย์ ต่อให้ปอนด์ไม่มีงานของตัวเอง
ปอนด์ยังมานั่งเป็นเพื่อนทุกคนที่ออฟฟิศด้วยกันเลยครับ
น่านับถือในสปิริตมากๆ
และคุณสมบัติซูเปอร์เลขาอันหนึ่งที่ปอนด์มี และผมว่าสำคัญมากคือ
สั่งปั๊บ ทำปุ๊บ ครับ เมื่อก่อนผมไม่คิดว่ามันสำคัญนะเรื่องนี้
แต่ด้วยความที่งานเราเยอะมาก โดยเฉพาะปอนด์ที่ดูงานเอกสารทั้งหมด
ถ้านึกอะไรออก หรือใครสั่งอะไรแล้วไม่รีบทำ มันจะลืมครับ จริงๆ ครับ
ปอนด์ก็เป็นคนแบบนี้ คือสั่งปั๊บ เธอทำเลย ไม่อืดอาดโอ้เอ้
ไม่ผัดวันประกันพรุ่ง ไม่มี 'เดี๋ยว' มีแต่ 'เดี๋ยวนี้'
สุดยอด..


โอห์มเป็นกราฟิกดีไซเนอร์สาวร่างเล็กที่ยิ้มเสมอ
เธอขี่ม้าขาวมาช่วยอะบุ๊กในวันที่เราต้องการที่สุด
เนื่องจากกราฟิกคนก่อนหน้านั้น ทำได้สองเดือนก็สติแตกไปเพราะงานเยอะเกิน
คือแบบ กรี๊ด หนูไม่ไหวแล้ววววว แล้วเธอก็วิ่งหัวฟูจากไป อะไรประมาณนั้นครับ
ผมสัมภาษณ์โอห์มด้วยความไม่แน่ใจว่าเธอจะอยู่กับเราทนหรือเปล่า
เพราะโอห์มก็เคยเล่าว่า บริษัทเก่าก็เคยเจอปัญหานี้
และที่ออกมาก็เพราะเรื่องทำงานดึกเวอร์นี่แหละครับ
ผมก็ได้แต่บอกน้องไปว่า เอิ่ม ที่นี่ก็ไม่ต่างกันนะโอห์ม
เพราะงานมันเยอะจริงๆ แหละ แต่ก็ลองดูก่อนเนอะ
โอห์มพยักหน้า แววตาสู้ ยังยิ้มอยู่ แต่แหยลงติ๊ดนึงครับ 555
ช่วงแรกๆ โอห์มก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติงานโหดของสำนักพิมพ์เหมือนกับทุกคน
หวุดหวิดจะเครื่องแฮงก์หรือฟิวส์ขาดไปก็หลายหน แต่ก็รอดมาได้ทุกครั้ง
ตอนนี้แข็งแรงขึ้นเยอะ แกร่งขึ้นเยอะ อึดขึ้นเยอะด้วย ฮ่าฮ่า
สิ่งหนึ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับโอห์มคือ เธอจะ “Add a little extra” ให้ผมเสมอ
สั่ง 10 จะทำมา 12 อะไรแบบนี้ โดยไม่ต้องบอกด้วยนะว่าให้ทำเผื่อคิดเผื่อ
และโอห์มพยายามทำการบ้านครับ อันนี้แจ๋วมาก
กราฟิกดีไซเนอร์ที่ดี ผมว่าต้องหมั่นตีโจทย์ อย่าทำแค่เท่าที่บอก
และอย่างหนึ่งที่เป็นคุณสมบัติที่ทำให้โอห์มเหมาะกับการทำอาร์ตสำนักพิมพ์คือ
โอห์มทำงานได้หลายสไตล์อะครับ ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมาก
ไม่เหมือนแมกกาซีนที่ต้องมีสไตล์หลักๆ ชัดๆ และไม่เปลี่ยนไปมา
เช่น ตกลงจะน้อย หรือจะมาก หรือจะเซอร์ หรือจะเรียบ หรือจะหรู หรือจะแรด
ก็ควรจะเป็นอยู่แบบนั้นไม่ให้หลุดคอนเซ็ปต์
ส่วนกราฟิกสำนักพิมพ์ที่ต้องทำหนังสือหลากหลาย
ก็ต้องดีไซน์ได้หลากหลายเช่นกัน
และสิ่งสำคัญที่สุดของคนทำงานอีกอย่างที่โอห์มมีก็คือ
พัฒนาผีมือขึ้นเรื่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ ครับ
ในมุมมองของหัวหน้า ผมอยากได้คนที่กราฟขึ้นตลอด
ไม่ต้องพุ่งก็ได้นะ แต่ขอให้ขึ้นเรื่อยๆ... แบบโอห์มเนี่ยครับ :-)


กอล์ฟจบถาปัด แต่รักหนังสือ รักเขียนรักอ่าน
ถึงขนาดเคยเปิดร้านหนังสือด้วยตัวเองมาแล้วอะคิดดู
กอล์ฟเป็นนิยามของ ‘เด็กอะบุ๊ก’ ที่ชัดเจนมาก
อันนี้ผมเคยบอกพี่โหน่งตอนพี่โหน่งถามว่า
ผมมีวิธีเลือกคนยังไง คนจะทำงานอะบุ๊ก ต้องเป็นยังไง
ผมบอกพี่โหน่งสั้นๆ เลยครับว่า “ต้องสู้ตายครับพี่”
กอล์ฟมันเป็นยังงั้นจริงๆ
กอล์ฟทำให้ผมคิดถึงตัวเองครับ
ตอนผมมาเริ่มงาน ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับงานสำนักพิมพ์เลยซักอย่าง
ตอนนั้นผมคิดแค่ว่า (1) งานอะไรก็ได้ ขอให้ได้ทำกับพี่โหน่ง
(2) งานอะไรก็ได้ ที่เกี่ยวกับการเขียน เพราะผมคงทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว
พอได้มาทำงานนี้ ผมเลยบอกตัวเองว่า เอาล่ะวะ สู้ตาย!
ยังไงก็เฟลไม่ได้ และยังไงผมก็จะไม่ยอมโดนไล่ออกแน่ๆ
เพราะหลังมันชนกำแพงแล้วไงล่ะ
กอล์ฟมันอารมณ์นั้นเลยครับ มันเหมือนผม
คือเป็นคนที่ไม่มีแต้มต่อ ไม่มีประสบการณ์ และรู้ตัวว่ายังไม่เก่ง
คนยังงี้มันไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะสู้ตายเท่านั้นล่ะครับ
ที่จริงการที่กอล์ฟเข้ามาอย่างคนที่ไม่เด่นอะไรสักอย่างกลับเป็นผลดีต่อเขา
เพราะผมให้มันทำทุกอย่างเลยครับ อ้ะ ไหนลองดูซิว่าทำอะไรแล้วมีแววรุ่งมั่ง
ทุกวันนี้กอล์ฟสามารถเรียงพิมพ์ พิสูจน์อักษร
ดูแลประสานงานกิจกรรมพิเศษทุกอีเวนต์ และทำทุกอย่างที่ผมบอกให้ช่วย
และกอล์ฟก็ทำทุกอย่างจริงๆ ครับ ลุยหมด ถึงไหนถึงกัน
แล้วผมก็ไม่สนหรอกว่า ผลงานกอล์ฟจะดีมากน้อยแค่ไหน
ตราบใดที่กอล์ฟยังทำทุกอย่างอย่างสู้ตายแบบนี้ ผมก็พอใจแล้ว
เพราะรู้ว่า ได้ฝึกวิชาเข้มข้นขนาดนี้ เดี๋ยวมันก็ต้องเก่งเองแน่ๆ
เชื่อผมสิ คนที่ไม่มีแต้มต่อ และเสียเปรียบเขาน่ะ
ขอให้รักจริง และเอาจริง ผมว่าแซงไอ้พวกเก่งแต่เกิดได้สบายๆ
(ยิ่งพวกเก่งแต่ปากไม่ต้องพูดถึง แซงไม่เห็นฝุ่นเลยครับ :-)


ตาลเป็นน้องใหม่ของอะบุ๊ก ใหม่เอี่ยมแกะกล่อง เพิ่งรับปริญญาไม่กี่วันนี้เอง
ตาลเริ่มจากการเป็นน้องขายหนังสือในงานต่างๆ ของเรา
จนสนิทสนมคุ้นเคยกับชาวอะบุ๊กเป็นอย่างดี
ตาลเป็น 1 ใน 44 นักอ่านที่ร่วมเดินทางไปกับทริป ‘หน่อไม้’
ของสามนักเขียน ทรงกลด นิ้วกลม และทรงศีล ด้วยนะครับ
ตอนนี้ตาลยังใหม่มาก แต่ที่ผมไม่ค่อยห่วงก็เพราะรู้ว่า ตาลรู้ว่างานเป็นยังไง
ผมว่าตาลน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ หลายคนได้นะครับ นั่นคือ
อยากทำงานอะไร อยากทำงานที่ไหน
ก็ต้องรู้จักพยายามเอาตัวเข้าไปใกล้กับที่นั้นๆ
หรือสิ่งแวดล้อมในแบบนั้นๆ ให้มากที่สุด
สมมตินะ มีเด็กจบใหม่สองคน เก่งเท่าๆ กันเลย
แต่คนนึงผมรู้จักดี เพราะเห็นหน้าเห็นตา มาป้วนเปี้ยนบ่อย
เคยเห็นการทำงานมาแล้ว พอรู้นิสัยใจคอบ้าง
กับอีกคนนึงผมไม่รู้อะไรเลย
และถ้าผมต้องเลือกด่วน ผมก็ต้องเอาคนแรกอยู่แล้วล่ะ ถูกไหม
มันไม่ใช่เรื่องของเส้นสายเลยครับ มันเป็นเรื่องของตัวช่วยตัดสินใจตะหาก
แต่อย่างไรก็ตาม มันก็ต้องตั้งบนพื้นฐานของความเหมาะสมอยู่ดี
เพราะผมรู้จักตาล ผมถึงรู้ว่าตาลเหมาะ นึกออกไหมครับ
ซึ่งก็เป็นไปได้อีกเหมือนกันว่า เพราะรู้จัก ก็เลยรู้ว่าไม่เหมาะ
เผอิญ ผมรู้สึกว่าตาลเป็นอย่างแรก ก็เป็นโชคดีของทั้งสองฝ่าย :-)
ตาลได้งาน เพราะตาลหาโอกาสให้ตัวเอง
ไม่นอนกระดิกขารออยู่กับบ้านเฉยๆ
และผมก็ดีใจ ที่ตาลมาเจอเรา :-)


จุฬเป็นเว็บมาสเตอร์ของอะเดย์ และดูแล ‘Everything technical’ ของบริษัท
อะไรเสีย อะไรเจ๊ง เรียกจุฬ (คอมๆ นะ ไม่ใช่แบบ ชักโครกเสีย อันนั้นไม่เกี่ยวครับ)
พี่อุ๊เป็นผู้จัดการ ดูแลทุกสิ่งในโลกของเดย์โพเอทส์
ถ้าเราไม่มีพี่อุ๊ เราจะมิอาจมีชีวิตรอดอยู่ได้ในทุกกรณีและทุกแง่มุมครับ
กุ้งแรกเป็นผู้ช่วยพี่อุ๊ และเป็น Supervisor การขายหนังสือทุกงาน
เป็นคนพลังงานเหลือเฟือ ขยันที่สุดในโลก คล่องที่สุดในโลก
พี่โหน่งนิยามเธอว่า ‘หัวหมู่ทะลวงฟัน’ ครับ (ซึ่ง ใช่เลย!)
กุ้งที่สองเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการ ดูแลงานเอกสารทั้งสิ้นทั้งปวงของออฟฟิศ
ประสานงานการจ่ายเงินนักเขียน นักวาด อาร์ตฟรีแลนซ์ต่างๆ
น้องเบียร์ดูแลสมาชิกของอะเดย์ เป็นคนถือกุญแจห้องเก็บหนังสือ
และถ้าคุณโทรมาสั่งซื้อหนังสือ คุณก็จะได้คุยกับน้องเบียร์นี่แหละครับ
ส่วนไก่เป็นน้องชายตัวสูงใหญ่ เป็นเจ้าหน้าที่สต็อกคลังหนังสืออะบุ๊กโดยตรง
เป็น 'กำลัง' สำคัญจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเทศกาลงานบูธต่างๆ


แน่นอนว่าถ้าไม่มีสามคนนี้ ผมจะไม่มีงานทำครับ ฮ่าฮ่าฮ่า
และพวกเราคงไม่มีหนังสืออ่านกันอย่างทุกวันนี้ด้วย
พี่โหน่งเป็นที่ปรึกษาที่ดี มีพี่โหน่งแล้วอุ่นใจ
นอกจากนั้นพี่โหน่งยังคอยป้อนโจทย์ดีๆ ในการทำงานให้ผมเสมอ
พี่ปิงปองเป็นคนดูแลทุกสิ่งในเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องเรียนรู้อีกมาก
ถ้าไม่มีพี่ปองผมก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน
ส่วนพี่ป๊อบ.. พี่ป๊อบเป็นเหมือนท่านอาจารย์ปู่ของสำนักเดย์โพเอทส์ครับ
ไม่ใช่แก่นะครับ ยังหนุ่มฟ้อหล่อเฟี้ยว เผลอๆ หน้าเด็กกว่าผมอีก -*- โกรธ
แต่พี่ป๊อบจะคอยถ่ายทอดเคล็ดวิชาชั้นสูงมาให้เราเอาใส่หัวไว้ประดับปัญญาเสมอ
พี่ป๊อบเป็นคนสำคัญที่ดูแลให้พวกเราอยู่กันได้อย่างทุกวันนี้ครับ

ผมเป็นคนที่โชคดีมาก ที่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี
และได้อยู่ในวงล้อมของเพื่อนร่วมงานทั้งหมดที่เล่ามานี้
ถ้าคุณเคยอ่านหนังสือของอะบุ๊ก แล้วชอบ
นอกจากนักเขียน นอกจาก บก. ก็ขอให้รู้ว่า
ยังมีอีกหลายคนที่มีส่วนในการให้กำเนิดมันสู่โลกใบนี้ครับ.
:-)

รังเล็กๆ ของอะบุ๊กครับ ด้านหน้า-รกสุด-คือโต๊ะผมนั่นเอง {-..-}
ปล. ชวนเชิญคลิกอ่านเอ็นทรี่ชื่อคล้ายกันเมื่อสองปีกว่าๆ ที่แล้ว This is a book.
เป็นเอ็นทรี่แรกที่ผมเขียนในวันแรกที่เริ่มทำงานที่นี่ครับ :-)
เพื่อจะได้เรียนวารสารศาสตร์และเป็น บก. กับเค้าสักคน
#1 By Urza ชาลันล่าห์ on 2009-07-23 03:09