Just when I needed you most.

posted on 22 May 2009 04:43 by bickboon  in life

มีประสบการณ์บางอย่างที่เป็นเรื่องเกินจะจินตนาการ
นั่นคือถ้าไม่เจอเองจะไม่มีวันรู้
แม้จะเคยนั่งร้องไห้ไปกับความเศร้า
และความสูญเสียของตัวละครในหนังมาแล้วนับสิบครั้ง
เมื่อพบประสบการณ์จริงด้วยตนเอง
เราก็จะยังอดนึกประหลาดใจในความรุนแรง
ของคลื่นอารมณ์ที่โถมทับเข้ามาไม่ได้

พ่อผมเพิ่งตายครับ
(ครั้นจะบอกวันเวลาลงไปตรงนี้
ก็จะแลดูให้หวยไปหน่อยน่ะนะครับ
เอาเป็นว่าเมื่อช่วงต้นเดือนแล้วกัน)

เชื่อว่าผมเองคงเหมือนอีกหลายคน
โดยเฉพาะที่มีญาติผู้ใหญ่ในวัยหกสิบเจ็ดสิบปีขึ้น
ที่อาจเคยแอบคิดเอาไว้ว่า เราจะเศร้าเสียใจสักแค่ไหนนะ
ในวินาทีที่พ่อแม่ของเราจากไป

ผมขอบอกว่า
ความรู้สึกที่เคยกะๆ เอาไว้นั้น
มันไม่ใกล้เคียงกับของจริงแม้เพียงเสี้ยวเดียว

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยร้องไห้เยอะขนาดนี้เลย
ร้องไห้จนจะขาดใจมันเป็นยังไง เพิ่งจะได้รู้จริงกับตัวก็ตอนนี้เองแหละ

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้จักญาติสนิทของเราชาวมนุษย์โลก
ที่ชื่อว่า ‘ความตาย’ ดีขึ้นหลายเท่าตัวเลยครับ
ผมคงยังไม่แนะนำเขาให้คุณรู้จักในวันนี้
แต่กระนั้น, จากประสบการณ์ตรง
ผมก็อยากเล่าให้ฟังเป็นข้อคิดว่า
ถ้าสักวันเพื่อนของคุณมีอันทุกข์ใจและต้องเผชิญกับความสูญเสีย,
คุณ-ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง-จะทำอะไรได้บ้าง

วันนี้ขอนำเสนอแบบฮาวทู อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทำตามง่ายด้วยครับ

•    เมื่อรู้ข่าว สิ่งแรกที่ควรทำคือ ติดต่อหาเพื่อนทันที ไม่ต้องเกรงใจ ย้ำว่านี่ไม่ใช่เวลาเกรงใจ แต่เป็นเวลาของกำลังใจครับ รับรองร้อยเปอร์เซนต์ว่าเพื่อนจะรู้สึกดีที่คุณโทรไป คุยสั้นๆ ครับ แสดงความเสียใจ ให้กำลังใจ อาจถามไถ่ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า แล้วปล่อยให้เพื่อนทำธุระต่อ แต่ถ้าไม่สนิทมาก ส่งเมสเสจได้ครับ ไม่เป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด ผมได้รับข้อความเยอะมาก บางคนอยู่ไกล แต่พอได้ข่าวก็ส่งเมสเสจมาแทบทุกวันเลย
รู้สึกดีมากๆ กับทุกข้อความเลยล่ะครับ

•    ถ้าเป็นเพื่อนสนิท ถามไถ่รายละเอียดได้นะครับในเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าไม่สนิท ก็ไม่ต้องซักไซ้ไล่เลียงก็ได้นะว่าเป็นอะไรตาย คือ ถามได้นะครับ ได้เลย ยินดี แต่ไม่ต้องซักเอาดีเทลทุกช็อตได้มะ ผมรีเพลย์เรื่องราววันที่พ่อเสียไปทั้งหมดรวมสองร้อยครั้งได้ครับงานนี้ เมื่อยทั้งปากและเมื่อยทั้งอารมณ์พอสมควร เพราะทุกครั้งที่เล่าเราจะเห็นภาพอีก และเห็นอีก และเห็นอีกอะครับ ก็มีหลายครั้ง กับหลายคนที่ผมอยากเล่านะ แต่บางครั้ง และกับบางคน กับในบางจังหวะเวลา ผมก็รู้สึกนิดๆ ว่า ทำไมถามละเอียดจังอะครับ ซักยิกๆๆ อะ พี่จะเอาไปเขียนบทหนังหรือเปล่าครับ ไรงี้ เอาเป็นว่า ถ้าไม่สนิท แต่อยากรู้จริงๆ ให้กระซิบถามเอาจากชาวบ้านละกันเนาะ

•    และกรุณาอย่าวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์เจาะข่าวกันเลยครับ เช่น (อันนี้เจอกับตัว) ทำไมไม่รู้ล่ะว่าเป็นโรคหัวใจ ไม่เคยพาพ่อไปตรวจเลยเหรอ? เรื่องยังงี้มันต้องตรวจนะ... หรือ... โห นี่ถ้าไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้หน่อยก็รอดนะเนี่ย... ฯลฯ คือ โอเค ขอบคุณมากครับสำหรับความเห็น มีไทม์แมชชีนให้ยืมไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมจะย้อนเวลากลับไปช่วยพ่อ รอตรงนี้แป๊บนะครับ ไรงี้ คือรู้นะว่าไม่ได้มีเจตนาอะไร และคอมเมนต์อย่างไม่ได้คิดอะไร แต่คิดอะไรซักหน่อยก็ดีนะครับผมว่า บางทีอะ

•    ถามเพื่อนว่าจะให้ช่วยติดต่อหรือบอกข่าวใครเป็นพิเศษไหม เช่น ที่ทำงาน หรือญาติสนิทที่เรารู้จัก อย่างผมเนี่ยมีพลังงานเหลือพอที่จะสามารถโทรบอกไม่กี่คนอะครับ ก็โทรหาพี่โหน่ง เพราะต้องลางาน เพื่อนสนิทจัดๆ อีก 3-4 คน หมดแรงแล้วครับ ร้องไห้อย่างเหนื่อย

•    และหลังจากนั้นก็กระจายข่าวได้เลยครับโดยไม่ต้องถามเจาะจงว่า จะให้บอกหรือไม่ให้บอกใครบ้าง บอกไปเหอะ เพื่อนจะขอบคุณเรามากๆ ครับ ผมเองก็เหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าต้องบอกใครบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องบอกใครไหม แต่ได้เพื่อนนี่แหละบอกต่อให้ จึงได้กำลังใจกลับมาเยอะอะครับ

•    ถ้าพุ่งตัวไปหาได้ ไปเลย ไม่ต้องถามอีกเช่นกันว่า จะให้เราไปหาไหม ไม่ต้องกลัวเกะกะครับ ยิ่งสนิทยิ่งต้องไป เพื่อนอยากเจอเราครับ เชื่อผมเถอะ ตอนเพื่อนผมโผล่มาหานะ ดีใจอย่างแรงอะ

•    เมื่อเพื่อนร้องไห้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ กอดเพื่อนไว้ และสิ่งที่คุณไม่ควรทำ คือบอกเพื่อนว่า “อย่าร้อง” มันทำไม่ได้หรอก

•    ย้ำว่า ถ้ากอดได้ กอด สัมผัสมนุษย์เป็นสิ่งวิเศษมากในเวลาอย่างนี้ โดยเฉพาะญาติมิตรที่รัก เข้าใจ และสนิทสนมกัน ช่วงงานศพพ่อ รวมไปถึงวันเผา ลอยอังคาร และทำบุญ ร่วมสิบกว่าวัน ผมกอดมนุษย์อุตลุดมาก มันช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

•    ในยามเศร้าโศก สมองจะทำงานประมาณครึ่งเดียวครับ ผมนี่เบลอสนิทเลยครับ นึกอะไรไม่ออก ต้องทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่เคยมีใครในครอบครัวตายมาก่อนเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เพื่อนจะช่วยได้เป็นอย่างดี ผมมีเพื่อนช่วยเป็นธุระให้หลายเรื่อง ตั้งกะติดต่อวัด จองศาลา ซึ่งทานโทษ รายละเอียดอย่างเยอะ จะสวดกี่คืน ศาลาแอร์หรือพัดลม อาหารเลี้ยงแขกจะสั่งอะไรบ้าง เลือกดอกไม้หน้าศพแบบไหน เลือกโลงแบบไหน ฯลฯ ดีที่สุดคือ เราช่วยรับหน้า เราช่วยคุยให้ แล้วหันมาถามเพื่อนให้เพื่อนตัดสินใจเป็นอย่างๆ ไป ที่จริงเรื่องพวกนี้เดี๋ยวนี้ง่ายมาก เพราะวัดจะจัดการให้หมด มาเป็นแพ็คเกจเลยครับ เราแค่ติ๊กเลือกเป็นข้อๆ ตามที่ต้องการเท่านั้นเอง

•    คุณที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิททั้งหลายครับ ผมขอย้ำว่า คุณเป็นคนสำคัญมากนะ ถ้าไม่ติดอะไร ไปเถอะครับ งานสวดงานอะไรก็ไปเถอะ เพื่อนรักผมมาเป็นกำลังใจให้ทุกคืน ถึงจะเอางานมานั่งทำมั่ง แล้วก็นั่งเล่นเกมบนไอโฟนตอนพระสวดมั่งไรงี้ก็ตาม แต่มันก็มาทุกคืนเลยนะ หันไปเห็นหน้าเขาเราก็อุ่นใจ และรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

•    ถ้าคุณไม่ใช่เพื่อนสนิทจัด ไม่ต้องไปทุกวันก็ได้ แต่ถ้าสะดวก ไปซักวันก็ดีครับ มันมีความหมายต่อเขาและครอบครัวมากเลยนะ ผมมีเพื่อนของเพื่อนหลายคนที่เคยเห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียว ยังไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ แต่เขามางานศพพ่อผม ผมรู้สึกขอบคุณอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ แม้ว่าคำแรกที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกันจะเป็นประโยค “เสียใจด้วยนะ” และ “ขอบคุณที่มานะครับ” ก็ตาม

•    หลายคนไม่ไปงานศพญาติเพื่อนด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ผมเข้าใจได้ เนื่องจากผมก็เคยเป็น เช่น กลัวเห็นเพื่อนเศร้า ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะใส่ซองทำบุญเท่าไหร่ ไม่มีเสื้อผ้า คงไปได้แป๊บเดียวเพราะมีธุระ ฯลฯ สารพัด เพื่อนผมคนหนึ่งพอรู้ข่าวก็รีบแวะมาในชุดสีสัน มาถึงก็เข้ามาจับมือ ไม่พูดอะไรซักคำ นั่งฟังพระสวดได้จบเดียวก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะปฏิบัติตนถูกธรรมเนียมงานศพหรือไม่ แค่เขามาผมก็ซึ้งแล้วล่ะ ดังนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ

•    ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเลิกกลัวความตายไปเลยจริงๆ นะครับ เพราะได้เผชิญอย่างใกล้ชิด มันต้องเดินทางมาหาเราแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นอย่ากลัวที่จะอยู่ใกล้มันครับ ผมเคยเป็นคนที่ไม่อยากไปงานศพมาก่อน เพราะไม่ชอบบรรยากาศของความเศร้าและสูญเสีย แต่อย่ากลัวเลย เราไม่ได้ไปงานศพเพื่อคนตายหรอก แต่เราไปเพื่อคนอยู่ต่างหาก เพื่อนของเรานั่นไง ไปอยู่กับเขาเถอะครับ

•    อย่าพยายามชวนเพื่อนสนุกสนานโดยหวังจะให้มันลืมความทุกข์ มีเพื่อนบางคนพยายามมาเล่นตลกให้ดูด้วยนะ พยายามปล่อยมุขต่างๆ อันนี้เข้าใจว่าหวังดี อยากให้เราหายเศร้าเร็วๆ แต่บอกตรงๆ ว่า ผมยังไม่อยากหายเศร้าหรอกนะ ปล่อยให้ผมเศร้าเถอะ ในฐานะเพื่อนแล้ว ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ปัดเป่าความเศร้าให้เขานะ มนุษย์เราต้องแสดงความเศร้าครับ มันคือธรรมชาติ อย่าไปหักห้าม ปล่อยให้เพื่อนได้รู้สึกอย่างที่เขารู้สึกซะ คุณแค่จับมือเพื่อนเอาไว้ และอยู่ข้างๆ เขา เท่านั้นเองก็เกินพอแล้ว

•    ถ้าคุณเป็นเพื่อนสนิท หลังจากงานสวดแต่ละวัน ลองหาเวลาอยู่กับเพื่อนตามลำพังนะครับ ผมเจอมาแล้วถึงรู้ว่า ‘โหมดรับแขกในยามเศร้า’ นั้นเป็นสิ่งที่โคตรจะเหนื่อยล้า ที่ผมอยากทำจริงๆ คือ นั่งร้องไห้ไป 7 วันจนถึงวันเผาเลย แต่ไม่ได้หรอก ยามรับแขกเราก็เศร้ามากไม่ได้ เพราะคนเขาจะเป็นห่วง แถมยังมีธุระที่ต้องจัดการมากมาย ไหนจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้แม่และน้องๆ ด้วย สภาวะเหล่านี้มันดูดพลังอะครับ หลังเลิกงานสวดแต่ละวันเพื่อนผมก็จะพาไปกินข้าวบ้าง พาไปขับรถเล่นบ้าง ในยามที่เราอยู่กับเพื่อนสนิท เราจะหายเหนื่อยไปเยอะครับ เพราะเราออกจากโหมดรับแขกแล้ว ผมอยากเศร้าก็เศร้าได้ ผมไม่ต้องแสดงความเข้มแข็งก็ได้ ผมอยากจะนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไรเลยก็ได้ เพื่อนผมไม่ว่าทั้งนั้น เพื่อนผมเข้าใจ นี่คือความสำคัญของเพื่อนที่ผมแสนจะซาบซึ้งเลยล่ะครับ

•    ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องบิ๊วเศร้ากันมากนะครับ เพื่อนบางคนเศร้ากว่าผมอีกอะ แบบว่า เอ๊ะ ตกลงพ่อใครตายวะ รู้สึกจะเป็นพ่อกูนะ ทำไมมึงถึงเศร้าแซงไปซะตั้งขนาดนี้ คือด้วยความที่เราไม่รู้ว่าสภาพและหนังหน้าเราเป็นอย่างไรเพราะมัววิ่งวุ่น แต่เพื่อนจะเห็นว่าสีหน้าเราแย่และโทรมซีดมากจนมันสงสาร และเศร้าใจจนพูดไม่ออก มันเลยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะมันรักเรานั่นเอง โถ เอางี้ครับ เอาเป็นว่า ให้ดูอารมณ์ของเพื่อนเป็นที่ตั้งก็แล้วกัน ถ้าเพื่อนเศร้าซัก 8 หน่วย เราก็เศร้าด้วย แต่ซัก 5-6 หน่วยก็พอ แต่ถ้าเพื่อนพยายามจะร่าเริง อั๊พสปิริตขึ้นมาราว 10 หน่วย เราก็ร่าเริงไปด้วยซัก 8 จะกำลังสวย

•    เออ และขออย่างเหอะ, อันนี้ผมเคยทำ และพอเจอกับตัวเองก็เลยสาบานว่าจะไม่ทำอีกเด็ดขาด, นั่นคือการคุยและหัวเราะกันเสียงดังในงานน่ะครับ ผมเข้าใจนะว่า บางทีงานศพก็เป็นโอกาสให้เพื่อนฝูงได้รวมรุ่นจับกลุ่มกัน มันก็ต้องมีเม้าบ้างอะไรบ้าง อันนี้เข้าใจอย่างยิ่ง แต่ช่วยเก็บอาการสนุกและเบาเสียงหน่อยเถอะครับ มีอยู่ซีนนึงจำได้เลยว่า ผมเข้าไปหาแม่ที่นั่งอยู่ในศาลา แล้วเป็นจังหวะที่แม่กำลังร้องไห้ และทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะของเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ด้านนอกแทรกเข้ามาหนึ่งครืน คือรู้แหละว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่อารมณ์มันไม่ได้จริงๆ ว่ะ มันไม่เหมาะสมเลยอะ อย่าทำกันนะน้องนะ

•    ข้อสุดท้ายเหมือนจะมุข แต่ผมไม่ได้พูดเล่นครับ นั่นคือ ระวังมุข “พ่อมึงตาย” ไว้ให้ดีเชียว มันขำอะจ้ะในเวลาที่ไม่มีพ่อใครตายจริงๆ อะนะ แต่เพื่อนพี่เผลอพูดออกมาทีนึง สะดุ้งเฮือกกันไปทั้งวง ไอ้เพื่อนคนที่หลุดปากแทบจะทรุดกายลงกราบแทบพื้นแล้วตบปากตัวเองยี่สิบที พี่ก็ขำๆ อะ คือรู้ไงว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็นะ มันสะเทือนจิตอะจ้ะ หกเดือนให้หลังค่อยมาเล่นก็โออยู่นะ

อย่าเพิ่งเกี่ยงงอนโง้นงี้หาว่าผมเอาเรื่องเศร้า เรื่องไม่เป็นมงคลมาเขียนให้อ่านกัน
บางคนอาจคิดว่า อ่านแล้วเดี๋ยวจะเป็นลางไม่ดีบ้างอะไรบ้าง
นี่ไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหรอก แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติครับ
และเป็นเรื่องที่เราควรคุยกันไว้อย่างยิ่ง

ความตายอยู่รอบตัวเรานี่เองครับ
และถ้ามันมาเยือนครอบครัวของเพื่อนเรา
เขาจะต้องการกำลังใจจากเราที่สุดเลยนะ
ผมได้รับกำลังใจเหล่านั้นมาแล้ว ผมรู้ดีครับ

โอกาสนี้ก็ขอขอบคุณอีกครั้ง
สำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและครอบครัวด้วยนะครับ




อนึ่ง, คิดถึงป๊าอะ อย่างแรง


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เสียใจด้วยครับ

#151 By on 2009-07-15 20:47

เรื่องที่คุณเขียน มันตรงใจมากเลยค่ะ..

ได้อ่านเรื่องของคุณทาง Fwd mail รู้สึกยังกับเป็นคนเขียนเอง เลยตามเข้ามาเยี่ยมเยียนค่ะ

กำลังใจสำคัญมากจริงๆ บางทีเราก้อเข้าใจว่าเพื่อนอาจทำตัวไม่ถูก แต่ก้อไม่รู้จะบอกเค้ายังไง ว่าเราต้องการนะ

....

ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจนะคะ

ปล.คุณพ่อเราเองก้อเพิ่งเสียไปหลังบทความนี้วันนึงค่ะ

#152 By MV (58.97.32.112) on 2009-07-16 09:59

สิ่งหนึ่งที่
หลบไม่ได้
หนีไม่พ้น
ก็คือสิ่งนี้เอง

แต่หนทางที่จะ
หลบได้
หนีพ้น
จากสิ่งนี้นั้น ยังมีอยู่...

สติ...ปัฏฐานสี่

มาปฏิบัติธรรมกันไหมครับ
surprised smile
เสียใจด้วยนะครับพี่

#154 By โก๋สิจ๊ะ on 2009-07-19 20:32

เสียใจด้วยนะคะ
แพรไม่เคยไปงานศพใครเหมือนกัน นอกจากอากงตัวเองตอนเด็กๆ
ก็ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกของการสูญเสียหรอก

แต่ก็จะจำเอาไปใช้นะคะbig smile

#155 By Prae on 2009-07-19 21:34

เป็น entry ที่มีประโยชน์มากจริงๆครับ โดยเฉพาะสำหรับผมที่ชอบปล่อยลั่นในงานศพบ่อยๆ อ่านแล้วรู้สึกละอายตัวเอง ขอบคุณมากครับที่เขียนขึ้นมา เพราะในสถานการณ์แบบนี้ผมไม่ค่อยรู้หรอกว่าควรทำไม่ควรทำอะไร

#156 By 609 on 2009-07-21 23:43