a an the [article] (เอ-แอน-เดอะ)
ภาษาอังกฤษเอาไว้ใช้ ไม่ได้เอาไว้สอบ
บิ๊กบุญ bickboon แอท จีเมล ดอท com > เรื่อง
ชม / Compliment
1. เคยเจอมนุษย์โลกมืดไหมครับ?
คนพวกนี้สงสัยตกฟากเอาตอนคืนข้างแรมใต้ถุนตึก เกิดมามองไม่เห็นแสงสว่าง จึงปักใจว่าโลกนี้มืดมนหม่นหมอง เลยชอบมองอะไรดำๆ ดาร์คๆ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
คนเหล่านี้คือพวกที่จะไม่มีวันมองเห็นข้อดีในสิ่งใดได้ โดยไม่คิดว่านั่นคือความผิดปกติของธรรมชาติ ไม่สามารถชื่นชมความงามของทุ่งดอกไม้พันดอกได้ เพราะมัวขัดใจกับดอกเดียวที่แห้งเหี่ยวใบลู่เฉา คนพวกนี้ควรไปสมัครเป็น QC ตรวจสอบคุณภาพตามโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อจับสินค้ามีตำหนิโดยเฉพาะ เพราะพวกเขาช่างมีสายตาที่เหมาะกับการควานหาความบกพร่องเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถ้าเอานิสัยแบบนี้มาใช้กับเพื่อนมนุษย์ ผมว่ามนุษย์ผู้นั้นจะไม่มีเพื่อนเอาง่ายๆ นะ ด้วยความที่มันช่างติเหลือเกิน ดังเช่นเพื่อนที่ผมเลิกคบไปแล้วคนหนึ่ง ไม่เคยเอ่ยชมอะไรใครให้ตายห่า วันๆ มีแต่อ้าปากด่าเขา ตำหนิเขา จับผิดเขา ขุดคุ้ยข้อเสียของเขา
ครั้งหนึ่งเพื่อนสนิทผมจัดปาร์ตี้ทำกับข้าวโชว์ฝีมือเลี้ยงเพื่อนฝูง ซึ่งอร่อยมาก แขกเหรื่อชมไม่ขาดปาก ไอ้นี่เงียบกริบครับ เจ้าของงานแอบมากระซิบถามว่าบักบึ้งนี่เป็นอะไรถึงได้หน้าหงิกแท้ ไม่ชอบอาหารหรือไง ไม่เห็นพูดอะไรสักคำ ผมต้องบอกว่า “Just... take it as a compliment!” สำหรับไอ้นี่ ลงมันไม่ด่าก็ถือว่าเป็นคำชมก็แล้วกัน
และทันใดนั้น...
“อืมม” บักโลกมืดเคี้ยวเพลิน เผลอคราง พลางตักอีกคำใส่ปาก ผมรีบหันไปอธิบายต่อ
“Coming from him, it’a a high praise...”
ไอ้ “อืมม” ของมันน่ะ ถือเป็นคำชมอันสูงสุดแล้วเชียวนะจะบอกให้!
...............
2. สมัยยังจัดรายการวิทยุ จำได้ว่าเคยมีดีเจฝึกหัดคนหนึ่งยกมือถามพี่ฉอดเจ้านายเก่าผมว่า “พี่ฉอดรู้สึกอย่างไรกับดีเจสมัยนี้ ที่ชอบชมชอบเชียร์ศิลปินของค่ายตัวเองอย่างออกหน้าออกตา?” พี่ฉอดตอบไว้ดีมากครับ ทุกวันนี้ผมยังจำได้อยู่เลย พี่เขาบอกว่า “ระหว่างเปิดเพลงแล้วชมกับเปิดเพลงแล้วด่า พี่อยากให้ดีเจของพี่เป็นแบบแรกมากกว่านะ ดีเจปากจัดชอบด่าเพลงพี่ว่าไม่มีประโยชน์เลย หนึ่ง คุณไม่มีหน้าที่ด่า เพราะคุณเป็นสื่อ คุณไม่ใช่นักวิจารณ์ สอง สิ่งที่คุณด่า คืองานที่คนอื่นเขาตั้งใจทำ เพียงแต่ไม่ถูกใจคุณเท่านั้น แต่คำชมเป็นพลังบวก อย่างน้อยก็เป็นกำลังใจในการทำงานของศิลปิน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่าเพลงมันดีจริงๆ และคุณชอบเพลงนั้นจริงๆ จนรู้สึกอยากชมก็ชมออกมาเถอะค่ะ เพราะทุกวันนี้ พี่ว่าการพูดสิ่งดีๆ ให้แก่กัน มันหายากเข้าไปทุกทีแล้ว”
...............
3. มาร์ค ทเทวน นักเขียนชาวอเมริกันผู้โด่งดังเคยเขียนเอาไว้ว่า วิธีประจบให้นักเขียนสักคนเหลิงจนตัวลอยนั้นไม่ยาก
ถ้าคุณอยากให้เขาชอบคุณ จงบอกว่า “ฉันเคยอ่านหนังสือของคุณ”
ถ้าคุณอยากให้เขารักคุณ จงบอกว่า “ฉันอ่านหนังสือที่คุณเขียนมาแล้วทุกเล่ม”
แต่ถ้าอยากให้เขาถึงกับกระโดดจูบคุณ ก็จงถามเขาว่า
“จะกรุณาให้ฉันมีบุญได้แอบอ่านต้นฉบับหนังสือเล่มต่อไปของคุณได้ไหม”
...............
แต่สำหรับนักเขียนต๊อกต๋อยอย่างผม เอาแค่ชอบกันรักกันก็เห็นจะพอนะครับ
จะให้ผมกระโดดจูบล่ะก็ ยากหน่อย
เพราะต้นฉบับคอลัมน์ของเล่มต่อไป ผมยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย...
Short takes
o จนถึงทุกวันนี้ ผมยังอ่านคำว่า ‘Praise’ (เพรส) ที่แปลว่า ‘สรรเสริญเยินยอ’ สลับกับคำว่า ‘Priest’ (พรีสท์) ที่แปลว่า ‘นักบวช’ อยู่เรื่อยเลย
o ที่จริง praise น่าจะแปลว่า ‘สรรเสริญ’ เฉยๆ หรอกครับ เพราะคำว่า ‘เยินยอ’ ในภาษาอังกฤษน่าจะใช้คำว่า flatter ที่แปลอังกฤษเป็นอังกฤษได้ว่า ‘excessive or insincere praise’ หรือ คำชมเว่อร์ๆ ที่ไม่จริงใจ เช่น โอ้โห คุณยายครับ วันนี้ดูปิ๊งอย่างกับเด็กสาวรุ่นๆ อายุ 22... ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไอ้หลานเวรนี่ตอแหลหวังมรดกแหงแซะ
o เมื่อมีคนมาหลับหูหลับตา flatter ใส่คุณ จงพูดตอกหน้ามันกลับไปโดยใช้สำนวนเท่ๆ ว่า “Flattery will get you nowhere.” ยอไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาร้อกพรรคพวก
o Good! Great! Excellent! ใช้ได้ในการแสดงความชื่นชมแทบทุกกรณีในโลก เพลงเพราะ ก็ Good! ได้ อาหารอร่อย ก็ Good! ได้ ใครทำอะไรเก่ง ก็ Good! ได้ เห็นไหม มีประโยชน์
o Nice work! Good job! Great job! ท่องไว้ให้ติดปาก
o ผมชอบประโยค “That’s so sweet.” มากเลยครับ มันไม่ได้แปลว่า “หวานแหววจัง” อย่างที่หลายคนเข้าใจหรอกนะ แต่มันเป็นคำชื่นชมเมื่อเห็นใครมีพฤติกรรม ‘น่ารัก’ (ที่ไม่ได้แปลว่าแอ๊บแบ๊ว) เช่น พูดจาให้กำลังใจเรา มีน้ำใจคอยหยิบจับช่วยเหลืออะไรให้เรา เสียสละอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้เรา ใช้ประโยคนี้แล้วตามด้วย “Thank you” นะครับ
o ถ้าเบื่อคำว่า Congratulations! ลองใช้คำว่า Kudos! (คู-โดส!) ที่ความหมายคล้ายกัน นั่นคือ “ยินดีด้วยนะ นายทำสำเร็จแล้ว เก่งจังเลย”
o Awesome! (ออวซั่ม) เป็นคำสแลงแปลว่า ดีเลิศ เจ๋งเป้ง ที่ว่าแสลงก็เนื่องจากโดยดั้งเดิมแล้ว คำๆ นี้มีความหมายลบอย่างแรง คือแปลว่า น่าสะพรึงกลัว น่าสะเทือนขวัญ น่าหวาดเสียว มันเป็นงั้นไปได้ไง? เป็นไปได้ซีครับ อย่างในภาษาของเราก็มีนะ เช่น เวลาเราพูดว่า “ไอ้นี่มัน ร้าย จริงๆ” ก็ไม่ได้แปลว่าร้ายกาจซะหน่อย แต่แปลว่าเก่งกาจต่างหาก ไม่ได้ด่าครับ ชม
o อีกหนึ่งสแลงที่กลายพันธุ์จากคำชั่วเป็นคำชมก็คือ Wicked (วิคขิด) จากคำแปลแต่เดิมซึ่งคือ ‘ชั่วร้าย’ ต่อมาถูกนำมาใช้ในความหมายว่า ‘ร้าย แต่เท่’ เช่น wicked smile (นึกถึงรอยยิ้มของพระเอกแนว ‘หล่อเลว’ ทั้งหลาย) หรือ wicked sense of humor (อารมณ์ขันอันร้ายกาจ) จนในที่สุดก็กลายเป็นคำชมที่มีความหมายเทียบเท่าคำว่า Excellent! ไปซะยังงั้น (เช่นเมื่อได้ยลโฉม Wii วิดีโอเกมใหม่เอี่ยมสุดล้ำของเพื่อน คุณก็อุทานออกมาอย่างทึ่งว่า “Wicked!” อูย ไม่ไหวแล้ว เจ๋งเหี้ยๆ! <-- ไอ้ 'เหี้ยๆ' นี่ก็กลายเป็น adverb ที่สามารถเอามาขยายในแง่บวกได้หน้าตาเฉยนะครับ)
o “The food was great! My compliments to the chef!” (หรือ “Hats off to the chef!” ก็ได้เช่นกัน) ท่องไว้ชมเชยเวลาอาหารอร่อย โดยฝากบ๋อยไปบอกพ่อครัวว่าเราปลื้มนะครับ
o ในภาษาอังกฤษนั้น สำนวนในการชมใครๆ เราใช้ว่า pay someone a compliment แต่ในขณะเดียวกัน คำว่า compliment นี้ก็แปลว่า “ฟรี” ได้ด้วย เช่น ผู้จัดการร้านอาหารเดินมาวางเครื่องดื่มสีสวยบนโต๊ะ “Here’s the new cocktail we’d like you to try, with our compliments” ก็จงรู้ไว้ว่า เขาเอาเครื่องดื่มสูตรใหม่มาให้ลองชิมฟรีๆ ไม่มีการต้อง pay ใดๆ ครับ
o คำชมเป็นของฟรีที่มีค่ามากที่สุดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ถ้าเราแจกจ่ายมันออกไปอย่างจริงใจ...
ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสาร a day ฉบับที่ 84, ปก บอยด์-ป๊อด
ฮาดีค่ะ 
Good!!
คำพูดในแง่บวกมันช่วยส่งเสริมกำลังใจให้กับคนที่ทำมากๆครับ และการวิจารณ์ที่เจ้าตัวไม่ได้ต้องการ มันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากไปกว่าพูดระบายอารมณ์
พูดสิ่งดีๆกับคนรอบข้างแล้วโลกก็น่าอยู่ขึ้นเยอะเลย
#1 By PERFECT WEDNESDAY on 2007-11-13 04:36