Just when I needed you most.

posted on 22 May 2009 04:43 by bickboon  in life

มีประสบการณ์บางอย่างที่เป็นเรื่องเกินจะจินตนาการ
นั่นคือถ้าไม่เจอเองจะไม่มีวันรู้
แม้จะเคยนั่งร้องไห้ไปกับความเศร้า
และความสูญเสียของตัวละครในหนังมาแล้วนับสิบครั้ง
เมื่อพบประสบการณ์จริงด้วยตนเอง
เราก็จะยังอดนึกประหลาดใจในความรุนแรง
ของคลื่นอารมณ์ที่โถมทับเข้ามาไม่ได้

พ่อผมเพิ่งตายครับ
(ครั้นจะบอกวันเวลาลงไปตรงนี้
ก็จะแลดูให้หวยไปหน่อยน่ะนะครับ
เอาเป็นว่าเมื่อช่วงต้นเดือนแล้วกัน)

เชื่อว่าผมเองคงเหมือนอีกหลายคน
โดยเฉพาะที่มีญาติผู้ใหญ่ในวัยหกสิบเจ็ดสิบปีขึ้น
ที่อาจเคยแอบคิดเอาไว้ว่า เราจะเศร้าเสียใจสักแค่ไหนนะ
ในวินาทีที่พ่อแม่ของเราจากไป

ผมขอบอกว่า
ความรู้สึกที่เคยกะๆ เอาไว้นั้น
มันไม่ใกล้เคียงกับของจริงแม้เพียงเสี้ยวเดียว

ตั้งแต่เกิดมาผมไม่เคยร้องไห้เยอะขนาดนี้เลย
ร้องไห้จนจะขาดใจมันเป็นยังไง เพิ่งจะได้รู้จริงกับตัวก็ตอนนี้เองแหละ

ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมรู้จักญาติสนิทของเราชาวมนุษย์โลก
ที่ชื่อว่า ‘ความตาย’ ดีขึ้นหลายเท่าตัวเลยครับ
ผมคงยังไม่แนะนำเขาให้คุณรู้จักในวันนี้
แต่กระนั้น, จากประสบการณ์ตรง
ผมก็อยากเล่าให้ฟังเป็นข้อคิดว่า
ถ้าสักวันเพื่อนของคุณมีอันทุกข์ใจและต้องเผชิญกับความสูญเสีย,
คุณ-ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง-จะทำอะไรได้บ้าง

วันนี้ขอนำเสนอแบบฮาวทู อ่านง่าย เข้าใจง่าย ทำตามง่ายด้วยครับ

•    เมื่อรู้ข่าว สิ่งแรกที่ควรทำคือ ติดต่อหาเพื่อนทันที ไม่ต้องเกรงใจ ย้ำว่านี่ไม่ใช่เวลาเกรงใจ แต่เป็นเวลาของกำลังใจครับ รับรองร้อยเปอร์เซนต์ว่าเพื่อนจะรู้สึกดีที่คุณโทรไป คุยสั้นๆ ครับ แสดงความเสียใจ ให้กำลังใจ อาจถามไถ่ว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า แล้วปล่อยให้เพื่อนทำธุระต่อ แต่ถ้าไม่สนิทมาก ส่งเมสเสจได้ครับ ไม่เป็นการเสียมารยาทแต่อย่างใด ผมได้รับข้อความเยอะมาก บางคนอยู่ไกล แต่พอได้ข่าวก็ส่งเมสเสจมาแทบทุกวันเลย
รู้สึกดีมากๆ กับทุกข้อความเลยล่ะครับ

•    ถ้าเป็นเพื่อนสนิท ถามไถ่รายละเอียดได้นะครับในเวลาที่เหมาะสม แต่ถ้าไม่สนิท ก็ไม่ต้องซักไซ้ไล่เลียงก็ได้นะว่าเป็นอะไรตาย คือ ถามได้นะครับ ได้เลย ยินดี แต่ไม่ต้องซักเอาดีเทลทุกช็อตได้มะ ผมรีเพลย์เรื่องราววันที่พ่อเสียไปทั้งหมดรวมสองร้อยครั้งได้ครับงานนี้ เมื่อยทั้งปากและเมื่อยทั้งอารมณ์พอสมควร เพราะทุกครั้งที่เล่าเราจะเห็นภาพอีก และเห็นอีก และเห็นอีกอะครับ ก็มีหลายครั้ง กับหลายคนที่ผมอยากเล่านะ แต่บางครั้ง และกับบางคน กับในบางจังหวะเวลา ผมก็รู้สึกนิดๆ ว่า ทำไมถามละเอียดจังอะครับ ซักยิกๆๆ อะ พี่จะเอาไปเขียนบทหนังหรือเปล่าครับ ไรงี้ เอาเป็นว่า ถ้าไม่สนิท แต่อยากรู้จริงๆ ให้กระซิบถามเอาจากชาวบ้านละกันเนาะ

•    และกรุณาอย่าวิพากษ์วิจารณ์ วิเคราะห์เจาะข่าวกันเลยครับ เช่น (อันนี้เจอกับตัว) ทำไมไม่รู้ล่ะว่าเป็นโรคหัวใจ ไม่เคยพาพ่อไปตรวจเลยเหรอ? เรื่องยังงี้มันต้องตรวจนะ... หรือ... โห นี่ถ้าไปโรงพยาบาลเร็วกว่านี้หน่อยก็รอดนะเนี่ย... ฯลฯ คือ โอเค ขอบคุณมากครับสำหรับความเห็น มีไทม์แมชชีนให้ยืมไหมล่ะครับ เดี๋ยวผมจะย้อนเวลากลับไปช่วยพ่อ รอตรงนี้แป๊บนะครับ ไรงี้ คือรู้นะว่าไม่ได้มีเจตนาอะไร และคอมเมนต์อย่างไม่ได้คิดอะไร แต่คิดอะไรซักหน่อยก็ดีนะครับผมว่า บางทีอะ

•    ถามเพื่อนว่าจะให้ช่วยติดต่อหรือบอกข่าวใครเป็นพิเศษไหม เช่น ที่ทำงาน หรือญาติสนิทที่เรารู้จัก อย่างผมเนี่ยมีพลังงานเหลือพอที่จะสามารถโทรบอกไม่กี่คนอะครับ ก็โทรหาพี่โหน่ง เพราะต้องลางาน เพื่อนสนิทจัดๆ อีก 3-4 คน หมดแรงแล้วครับ ร้องไห้อย่างเหนื่อย

•    และหลังจากนั้นก็กระจายข่าวได้เลยครับโดยไม่ต้องถามเจาะจงว่า จะให้บอกหรือไม่ให้บอกใครบ้าง บอกไปเหอะ เพื่อนจะขอบคุณเรามากๆ ครับ ผมเองก็เหมือนกัน ไม่รู้หรอกว่าต้องบอกใครบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต้องบอกใครไหม แต่ได้เพื่อนนี่แหละบอกต่อให้ จึงได้กำลังใจกลับมาเยอะอะครับ

•    ถ้าพุ่งตัวไปหาได้ ไปเลย ไม่ต้องถามอีกเช่นกันว่า จะให้เราไปหาไหม ไม่ต้องกลัวเกะกะครับ ยิ่งสนิทยิ่งต้องไป เพื่อนอยากเจอเราครับ เชื่อผมเถอะ ตอนเพื่อนผมโผล่มาหานะ ดีใจอย่างแรงอะ

•    เมื่อเพื่อนร้องไห้ สิ่งที่คุณต้องทำคือ กอดเพื่อนไว้ และสิ่งที่คุณไม่ควรทำ คือบอกเพื่อนว่า “อย่าร้อง” มันทำไม่ได้หรอก

•    ย้ำว่า ถ้ากอดได้ กอด สัมผัสมนุษย์เป็นสิ่งวิเศษมากในเวลาอย่างนี้ โดยเฉพาะญาติมิตรที่รัก เข้าใจ และสนิทสนมกัน ช่วงงานศพพ่อ รวมไปถึงวันเผา ลอยอังคาร และทำบุญ ร่วมสิบกว่าวัน ผมกอดมนุษย์อุตลุดมาก มันช่วยได้เยอะจริงๆ ครับ

•    ในยามเศร้าโศก สมองจะทำงานประมาณครึ่งเดียวครับ ผมนี่เบลอสนิทเลยครับ นึกอะไรไม่ออก ต้องทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่เคยมีใครในครอบครัวตายมาก่อนเลย อันนี้เป็นสิ่งที่เพื่อนจะช่วยได้เป็นอย่างดี ผมมีเพื่อนช่วยเป็นธุระให้หลายเรื่อง ตั้งกะติดต่อวัด จองศาลา ซึ่งทานโทษ รายละเอียดอย่างเยอะ จะสวดกี่คืน ศาลาแอร์หรือพัดลม อาหารเลี้ยงแขกจะสั่งอะไรบ้าง เลือกดอกไม้หน้าศพแบบไหน เลือกโลงแบบไหน ฯลฯ ดีที่สุดคือ เราช่วยรับหน้า เราช่วยคุยให้ แล้วหันมาถามเพื่อนให้เพื่อนตัดสินใจเป็นอย่างๆ ไป ที่จริงเรื่องพวกนี้เดี๋ยวนี้ง่ายมาก เพราะวัดจะจัดการให้หมด มาเป็นแพ็คเกจเลยครับ เราแค่ติ๊กเลือกเป็นข้อๆ ตามที่ต้องการเท่านั้นเอง

•    คุณที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนสนิททั้งหลายครับ ผมขอย้ำว่า คุณเป็นคนสำคัญมากนะ ถ้าไม่ติดอะไร ไปเถอะครับ งานสวดงานอะไรก็ไปเถอะ เพื่อนรักผมมาเป็นกำลังใจให้ทุกคืน ถึงจะเอางานมานั่งทำมั่ง แล้วก็นั่งเล่นเกมบนไอโฟนตอนพระสวดมั่งไรงี้ก็ตาม แต่มันก็มาทุกคืนเลยนะ หันไปเห็นหน้าเขาเราก็อุ่นใจ และรู้สึกดีขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

•    ถ้าคุณไม่ใช่เพื่อนสนิทจัด ไม่ต้องไปทุกวันก็ได้ แต่ถ้าสะดวก ไปซักวันก็ดีครับ มันมีความหมายต่อเขาและครอบครัวมากเลยนะ ผมมีเพื่อนของเพื่อนหลายคนที่เคยเห็นหน้ากันแค่ครั้งเดียว ยังไม่เคยคุยกันด้วยซ้ำ แต่เขามางานศพพ่อผม ผมรู้สึกขอบคุณอย่างบอกไม่ถูกเลยครับ แม้ว่าคำแรกที่เราจะได้แลกเปลี่ยนกันจะเป็นประโยค “เสียใจด้วยนะ” และ “ขอบคุณที่มานะครับ” ก็ตาม

•    หลายคนไม่ไปงานศพญาติเพื่อนด้วยเหตุผลหลายอย่างที่ผมเข้าใจได้ เนื่องจากผมก็เคยเป็น เช่น กลัวเห็นเพื่อนเศร้า ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะพูดอะไร ไม่รู้จะใส่ซองทำบุญเท่าไหร่ ไม่มีเสื้อผ้า คงไปได้แป๊บเดียวเพราะมีธุระ ฯลฯ สารพัด เพื่อนผมคนหนึ่งพอรู้ข่าวก็รีบแวะมาในชุดสีสัน มาถึงก็เข้ามาจับมือ ไม่พูดอะไรซักคำ นั่งฟังพระสวดได้จบเดียวก็ขอตัวกลับไปทำงานต่อ ผมไม่สนใจหรอกว่าใครจะปฏิบัติตนถูกธรรมเนียมงานศพหรือไม่ แค่เขามาผมก็ซึ้งแล้วล่ะ ดังนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ

•    ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเลิกกลัวความตายไปเลยจริงๆ นะครับ เพราะได้เผชิญอย่างใกล้ชิด มันต้องเดินทางมาหาเราแน่นอนไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้นอย่ากลัวที่จะอยู่ใกล้มันครับ ผมเคยเป็นคนที่ไม่อยากไปงานศพมาก่อน เพราะไม่ชอบบรรยากาศของความเศร้าและสูญเสีย แต่อย่ากลัวเลย เราไม่ได้ไปงานศพเพื่อคนตายหรอก แต่เราไปเพื่อคนอยู่ต่างหาก เพื่อนของเรานั่นไง ไปอยู่กับเขาเถอะครับ

•    อย่าพยายามชวนเพื่อนสนุกสนานโดยหวังจะให้มันลืมความทุกข์ มีเพื่อนบางคนพยายามมาเล่นตลกให้ดูด้วยนะ พยายามปล่อยมุขต่างๆ อันนี้เข้าใจว่าหวังดี อยากให้เราหายเศร้าเร็วๆ แต่บอกตรงๆ ว่า ผมยังไม่อยากหายเศร้าหรอกนะ ปล่อยให้ผมเศร้าเถอะ ในฐานะเพื่อนแล้ว ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่ปัดเป่าความเศร้าให้เขานะ มนุษย์เราต้องแสดงความเศร้าครับ มันคือธรรมชาติ อย่าไปหักห้าม ปล่อยให้เพื่อนได้รู้สึกอย่างที่เขารู้สึกซะ คุณแค่จับมือเพื่อนเอาไว้ และอยู่ข้างๆ เขา เท่านั้นเองก็เกินพอแล้ว

•    ถ้าคุณเป็นเพื่อนสนิท หลังจากงานสวดแต่ละวัน ลองหาเวลาอยู่กับเพื่อนตามลำพังนะครับ ผมเจอมาแล้วถึงรู้ว่า ‘โหมดรับแขกในยามเศร้า’ นั้นเป็นสิ่งที่โคตรจะเหนื่อยล้า ที่ผมอยากทำจริงๆ คือ นั่งร้องไห้ไป 7 วันจนถึงวันเผาเลย แต่ไม่ได้หรอก ยามรับแขกเราก็เศร้ามากไม่ได้ เพราะคนเขาจะเป็นห่วง แถมยังมีธุระที่ต้องจัดการมากมาย ไหนจะต้องคอยเป็นกำลังใจให้แม่และน้องๆ ด้วย สภาวะเหล่านี้มันดูดพลังอะครับ หลังเลิกงานสวดแต่ละวันเพื่อนผมก็จะพาไปกินข้าวบ้าง พาไปขับรถเล่นบ้าง ในยามที่เราอยู่กับเพื่อนสนิท เราจะหายเหนื่อยไปเยอะครับ เพราะเราออกจากโหมดรับแขกแล้ว ผมอยากเศร้าก็เศร้าได้ ผมไม่ต้องแสดงความเข้มแข็งก็ได้ ผมอยากจะนั่งเงียบๆ ไม่พูดอะไรเลยก็ได้ เพื่อนผมไม่ว่าทั้งนั้น เพื่อนผมเข้าใจ นี่คือความสำคัญของเพื่อนที่ผมแสนจะซาบซึ้งเลยล่ะครับ

•    ในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องบิ๊วเศร้ากันมากนะครับ เพื่อนบางคนเศร้ากว่าผมอีกอะ แบบว่า เอ๊ะ ตกลงพ่อใครตายวะ รู้สึกจะเป็นพ่อกูนะ ทำไมมึงถึงเศร้าแซงไปซะตั้งขนาดนี้ คือด้วยความที่เราไม่รู้ว่าสภาพและหนังหน้าเราเป็นอย่างไรเพราะมัววิ่งวุ่น แต่เพื่อนจะเห็นว่าสีหน้าเราแย่และโทรมซีดมากจนมันสงสาร และเศร้าใจจนพูดไม่ออก มันเลยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ เพราะมันรักเรานั่นเอง โถ เอางี้ครับ เอาเป็นว่า ให้ดูอารมณ์ของเพื่อนเป็นที่ตั้งก็แล้วกัน ถ้าเพื่อนเศร้าซัก 8 หน่วย เราก็เศร้าด้วย แต่ซัก 5-6 หน่วยก็พอ แต่ถ้าเพื่อนพยายามจะร่าเริง อั๊พสปิริตขึ้นมาราว 10 หน่วย เราก็ร่าเริงไปด้วยซัก 8 จะกำลังสวย

•    เออ และขออย่างเหอะ, อันนี้ผมเคยทำ และพอเจอกับตัวเองก็เลยสาบานว่าจะไม่ทำอีกเด็ดขาด, นั่นคือการคุยและหัวเราะกันเสียงดังในงานน่ะครับ ผมเข้าใจนะว่า บางทีงานศพก็เป็นโอกาสให้เพื่อนฝูงได้รวมรุ่นจับกลุ่มกัน มันก็ต้องมีเม้าบ้างอะไรบ้าง อันนี้เข้าใจอย่างยิ่ง แต่ช่วยเก็บอาการสนุกและเบาเสียงหน่อยเถอะครับ มีอยู่ซีนนึงจำได้เลยว่า ผมเข้าไปหาแม่ที่นั่งอยู่ในศาลา แล้วเป็นจังหวะที่แม่กำลังร้องไห้ และทันใดนั้นก็มีเสียงหัวเราะของเพื่อนฝูงกลุ่มใหญ่ด้านนอกแทรกเข้ามาหนึ่งครืน คือรู้แหละว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่อารมณ์มันไม่ได้จริงๆ ว่ะ มันไม่เหมาะสมเลยอะ อย่าทำกันนะน้องนะ

•    ข้อสุดท้ายเหมือนจะมุข แต่ผมไม่ได้พูดเล่นครับ นั่นคือ ระวังมุข “พ่อมึงตาย” ไว้ให้ดีเชียว มันขำอะจ้ะในเวลาที่ไม่มีพ่อใครตายจริงๆ อะนะ แต่เพื่อนพี่เผลอพูดออกมาทีนึง สะดุ้งเฮือกกันไปทั้งวง ไอ้เพื่อนคนที่หลุดปากแทบจะทรุดกายลงกราบแทบพื้นแล้วตบปากตัวเองยี่สิบที พี่ก็ขำๆ อะ คือรู้ไงว่ามันไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็นะ มันสะเทือนจิตอะจ้ะ หกเดือนให้หลังค่อยมาเล่นก็โออยู่นะ

อย่าเพิ่งเกี่ยงงอนโง้นงี้หาว่าผมเอาเรื่องเศร้า เรื่องไม่เป็นมงคลมาเขียนให้อ่านกัน
บางคนอาจคิดว่า อ่านแล้วเดี๋ยวจะเป็นลางไม่ดีบ้างอะไรบ้าง
นี่ไม่ใช่เรื่องอัปมงคลหรอก แต่มันเป็นเรื่องธรรมชาติครับ
และเป็นเรื่องที่เราควรคุยกันไว้อย่างยิ่ง

ความตายอยู่รอบตัวเรานี่เองครับ
และถ้ามันมาเยือนครอบครัวของเพื่อนเรา
เขาจะต้องการกำลังใจจากเราที่สุดเลยนะ
ผมได้รับกำลังใจเหล่านั้นมาแล้ว ผมรู้ดีครับ

โอกาสนี้ก็ขอขอบคุณอีกครั้ง
สำหรับทุกกำลังใจที่ส่งมาให้ผมและครอบครัวด้วยนะครับ




อนึ่ง, คิดถึงป๊าอะ อย่างแรง


The Spirit of Ekkamai

posted on 21 Apr 2009 02:54 by bickboon  in impressive
เรื่องจริงเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อซัก 2 สัปดาห์ก่อน
ซึ่งเผอิญตอนนั้นอยู่ในช่วงขี้เกียจ จึงไม่เขียนอะไรทั้งสิ้น
แต่ก็ยังจำเรื่องนี้ได้ดี
วันนี้รู้สึกขยันขึ้นมานิดนึง จึงรีบมาเขียนด่วน
ก่อนความขี้เกียจจะบูเมอแรงกลับมา



เหตุเกิดในซอยเอกมัย

ผมเดินจากออฟฟิศไปแวะกินข้าวที่บิ๊กซี ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 180 ก้าว
(กะเอาอะครับ ไม่เคยนับจริง)
จากนั้น ก็ต้องการมุ่งหน้าไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ปากซอย
จึงเดินมาที่วินมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ
วินนี้มาขึ้นหลายทีแล้ว เป็นวินที่ปาร์ตี้มาก
กล่าวคือ จะนั่งจุ่มจกจิ้มอะไรกันตลอดเวลา
พอตกดึกก็จะมีเหล้ายา, เช่นวันนี้
และสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ คนไหนดื่มเข้าไปแล้วก็จะเริ่มไม่อยากขี่
ซึ่งดี, เมาไม่ขี่, แต่จะกลับบ้านอะ เดินจากนี่ไปปากซอยมันไกลอะ
ใครก็ได้ไปส่งหน่อยสิ, ผมพยายามปั้นสีหน้าเว้าวอน
ซึ่งไม่รู้ว่าออกมาน่าสงสารหรือน่ากลัวมากกว่ากัน {-..-}

พี่วินน้องวินมองหน้ากันซ้ายขวา โบ้ยกันไปมาด้วยสายตาอยู่พักใหญ่
ต่างก็ชูแก้วให้เห็นว่า กรึ๊บอยู่นะ ไม่อยากวิ่งแล้วล่ะ
สักพัก ในที่สุด ก็มีหนุ่มวินคนหนึ่งลุกขึ้นยืน แล้วเดินนำไปที่มอเตอร์ไซค์
ผมถอนหายใจ แล้วเดินตามไปคร่อม (มอเตอร์ไซค์นะครับ ไม่ใช่หนุ่มวิน -..-)

เวลาผ่านไปไม่เกินหนึ่งนาที
ผมก็มาถึงซึ่งปากซอยอย่างเรียบร้อย
ผมยื่นแบงค์ 20 ให้ หนุ่มวินมองแล้วบอกว่า "ไม่ต้องหรอกครับ"
ผมอึ้ง "ทำไมอะครับ ไม่มีทอนเหรอ เดี๋ยวนะ"
ผมควานมือลงไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหาเศษเหรียญ
เขาโบกมือ "ไม่ต้องพี่ ผมมาส่งให้เฉยๆ เห็นคนอื่นเขาเมาแล้ว"
ผมตกใจ "เฮ้ย ได้ไง! เอาไปๆ!" ผมพยายามยัดเงินใส่มือ
"ไม่เอาพี่" เขาหัวเราะเบาๆ "ผมไม่ใช่วิน"
ผมคงทำหน้างงและตกใจมาก เขาจึงพูดซ้ำอีกครั้ง
"ก็บอกแล้วว่า มาส่งให้เฉยๆ"

ผมบอกขอบใจ ยิ้มให้
เขายิ้มตอบ กลับรถ
แล้วขี่จากไป



ย้ำอีกครั้งว่า
เรื่องนี้เกิดขึ้นในซอยเอกมัย,
ถนนสุขุมวิท 63,
กรุงเทพมหานคร,
ประเทศไทยนี่เองครับ

:-)

7 for 888.-

posted on 26 Mar 2009 00:47 by bickboon  in work



Buffet กลับมาอีกแล้วครับ โปรโมชั่นที่ทุกคนแสนรัก {-..-}
เพราะมันถูกมั่ก เฉลี่ยเหลือแค่เล่มละ 126 บาท!
จาก 9 ปกที่เห็นข้างบนนี้ โปรดเลือก 7 ปกที่คุณชอบ
แล้วจ่ายเพียง 888 บาทเท่านั้นครับ

จากราคาลดปกติ 10% กลายเป็น 31% ทันที
ง่ายๆ ยังงี้แหละ โปรโมชั่นเดียว จบ

(และซักศุกร์หน้า เมื่อหนังสือที่เหลือตามมาครบ
เราจะกลับมาใช้บุฟเฟต์เก่าเหมือนครั้งที่แล้ว
นั่นคือ 8 ปก 999 บาท แล้วจะประกาศอีกทีนะครับ)


อนึ่ง, โปรโมชั่นบุฟเฟต์เริ่มอย่างเป็นทางการ ศุกร์ 27 มีนาคมนะครับ
เนื่องจากวันนี้ (พฤหัส 26) หนังสือจะยังมาไม่ครบล่ะครับ
และเวลาเปิดขายจะมีเพียง 3 ชั่วโมงคือ 6 โมงเย็นถึงสามทุ่ม
(เนื่องจากสมเด็จพระเทพฯ เสด็จครับ) ดังนั้น
ถ้าเล็งจะซื้อบุฟเฟต์ล่ะก็, วันศุกร์เป็นต้นไปนะคร้าบ


ขอบคุณครับ

Closer Look

posted on 25 Mar 2009 03:38 by bickboon  in work



Title: TRY
Author: วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
Cover Price: 195.-
Book Fair Price: 175.-
Special Feature: ปกแข็ง ปั๊มฟอยล์เงินวิ้งวั้ง
Why you wanna buy it:
เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบหลายปีของพี่โหน่ง
และถ้าซื้อหนังสือปุ๊บ พี่โหน่งแถมเข็มกลัดฟรี ปั๊บ!






Title: ป๋าไม่กลัวน้ำร้อน
Author: ยุทธนา บุญอ้อม
Cover Price: 160.-
Book Fair Price: 145.-
Why you wanna buy it:
เป็นหนังสือเล่มแรกในชีวิตของป๋าเต็ด!







Title: ดอกไม้ใต้โลก
Author: ทรงกลด บางยี่ขัน
Cover Price: 190.-
Book Fair Price: 170.-
Why you wanna buy it:
ภาคต่อของ ต้นไม้ใต้โลก เบสต์เซลเลอร์ที่ได้รางวัลเซเว่นบุ๊กอวอร์ดมาแล้ว







Title: ปอกกล้วยในมหาสมุทร
Author: นิ้วกลม
Cover Price: 170.-
Book Fair Price: 155.-
Why you wanna buy it:
หนังสือแนว ถาม-ตอบ เล่มแรกของนิ้วกลม






Title: abc: comic 'COLORS'
Author: ทรงศีล, สุทธิชาติ, เอกสิทธิ์, ทรงวิทย์, Puck, khom, Wasin
Cover Price: 180.-
Book Fair Price: 160.-
Special Feature: พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม
Why you wanna buy it:
สีสวยยยมากกกก







Title: The 40-Year-Old Magazine
Author: พนิดา ชอบวณิชชา และ ชุติมา ศรีทอง
Cover Price: 195.-
Book Fair Price: 155.-
Why you wanna buy it:
นี่คือครั้งแรกที่มีการเปิดเผยเรื่องราวของนิตยสารที่ยืนหยัดมานานที่สุดของไทย








Title: LIVE LOVE LAUGH
Author: มนูญ ทองนพรัตน์
Cover Price: 495.-
Book Fair Price: 345.-
Special Feature: ปกแข็ง พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม
Why you wanna buy it:
หนังสือสวย ไอเดียกระฉูด บอกเล่าเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ 20 ศิลปิน







Title: สร้างเสริมประสบการณ์อิงลิช
Author: มาลี
Cover Price: 240.-
Book Fair Price: 190.-
Special Feature: พิมพ์สี่สีทั้งเล่ม
Why you wanna buy it:
ทรงกลด บางยี่ขัน เอาชื่อเป็นเดิมพัน!







Title: เจ็บนิดเดียว เดี๋ยวก็เช้า And This Too Shall Pass
Author: ภูมิชาย บุญสินสุข
Cover Price: 180.-
Book Fair Price: 160.-
Why you wanna buy it:
แหะๆ





พรุ่งนี้มาว่าด้วยเรื่องโปรโมชั่นครับ
บุฟเฟต์กันอร่อยเหาะ!